หากพูดถึงเครื่องดื่มชูกำลัง ชื่อแรกๆ ที่คนไทยนึกถึงคงหนีไม่พ้น M-150 แต่วันนี้ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ซึ่งยืนหยัดในตลาดมาถึง 135 ปี กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม สู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าการเป็นเพียงผู้นำในตลาดเครื่องดื่มและของใช้ส่วนตัว
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในปัจจุบันว่า โอสถสภามีความแข็งแกร่งด้านซัปพลายเชนแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตขวดแก้ว บรรจุ ไปจนถึงระบบกระจายสินค้า

โดยปัจจุบันได้ย้ายฐานการผลิตหลักไปที่อยุธยา เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ซึ่งโครงสร้างรายได้หลักของโอสถสภา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- เครื่องดื่ม สัดส่วนรายได้ประมาณ 84% : นำโดย M-150 (มาร์เก็ตแชร์ 44%), ลิโพ, ฉลาม, โสมอินซัม, เครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์อย่าง C-Vitt และเป๊ปทีน (มาร์เก็ตแชร์กลุ่มนี้ 46% ครองอันดับ 1)
- ผลิตภัณฑ์ส่วนบุคคล สัดส่วนรายได้ประมาณ 11% : นำโดย สบู่เหลวเด็กเบบี้มายด์ (มาร์เก็ตแชร์ 36% อันดับ 1), แป้งเด็ก (32% อันดับ 2), และโรลออน (12% อันดับ 3) รวมถึงแบรนด์ Ultra Mild, Twelve Plus และ Exit
- ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและลูกอม สัดส่วนรายได้ประมาณ 5% : ตรากิเลน, โบตัน, ทัมใจ, แบนเนอร์ และโอเล่
คำถามคือ แล้วก้าวต่อไปในปี 2569 ของแต่ละกลุ่มธุรกิจของโอสถสภาจะเป็นอย่างไร
รักษาตำแหน่งแชมป์ ปลุกชีพแบรนด์รอง-เจาะคนรุ่นใหม่
ในภาวะที่กำลังซื้อยังคงทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา นางสาวนันทนา ขาวปลื้ม Chief Domestic Beverage Officer – Consumer & Category Management บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยกลยุทธ์ว่า
ปัจจุบัน 80% ของรายได้องค์กรส่วนใหญ่มาจาก 3 แบรนด์หลัก M-150, ลิโพ, C-Vitt ในปี 2569 โอสถสภาจึงเน้นกลยุทธ์ปกป้องแชมป์ ควบคู่ไปกับการเจาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและราคา โดยจะมีไฮไลต์สำคัญ ดังนี้
1. M-150 อัปเกรด “ฝาทอง” สู่สูตรพรีเมียม พร้อมอัดแคมเปญสะสมแต้มปลดหนี้ และดึง “M-150 เอ็มพาวเวอร์คอนเสิร์ต” กลับมาลุยแบบออนกราวด์ เริ่มคิกออฟที่ระยองและอยุธยา

2. ลิโพ แบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมา 61 ปี ปรับตัวเข้าหาคนรุ่นใหม่ด้วยการออก “ลิโพ-ดี 0% น้ำตาล” และเพิ่มไซซ์ 150ml ในราคา 15 บาท ซึ่งกลยุทธ์นี้ดันให้ยอดขาย SSSG เติบโตอย่างมีนัยสำคัญถึง 20% ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา

3. ปลุกชีพแบรนด์รอง “โสมอินซัม” ลุยเจาะร้านพาร์ตเนอร์ด้วยรถแห่ไฮเทค ขณะที่ “ฉลาม” ซึ่งเป็นเบอร์ 2 ในภาคใต้ จะเน้นทำการตลาดแบบโลคัลไลซ์ผ่านศิลปินและประเพณีท้องถิ่น
4. กลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์อย่าง C-Vitt ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 77% ก็จะเบนเข็มเจาะกลุ่ม Gen Z ด้วยคอนเซปต์สดชื่นบวกสุขภาพดี ส่วนเป๊ปทีนเตรียมรีลอนช์ในเดือนเมษายน ปรับโพซิชันให้ตอบโจทย์เรื่อง “ความตื่นตัวและพลังงาน” มากขึ้น และเตรียมดัน คาลพิสแลคโตะโซดา กลับมาทำแคมเปญใหญ่อีกครั้ง

ส่ง “อัลตร้ามายด์” ขยายฐานสู่กลุ่มผู้ใหญ่
จากปัญหาอัตราเด็กเกิดใหม่ในไทยที่ลดลงเหลือเพียง 4 แสนกว่าคนต่อปี ทำให้ “เบบี้มายด์” ต้องขยายฐานลูกค้าอย่างเร่งด่วน
นางสาวเสาวรัตน์ โอภาสยานนท์ Head of Personal Care & Home Care Marketing อธิบายว่า ที่ผ่านมาแบรนด์ประสบความสำเร็จจากการคอลแลบส์กับ “หมีเนย” เพื่อดึงผู้ใหญ่ที่ชอบความอ่อนโยนให้มาใช้สินค้าเด็ก
ปี 2569 นี้ จึงเตรียมลุยต่อกับมาสคอตจากค่าย GMM TV ไม่ว่าจะทั้งโพก้าซัง, ลูกคุณหนู, เพิ่มพูน และเมต้า เพื่อขยายฐานแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ แบรนด์น้องใหม่อย่าง อัลตร้ามายด์ (Ultra Mild) ที่เติบโตระดับ Double Digit มาตลอด 3 ปี ก็มีแผนเตรียมบุกตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม (Hair Care) ในปี 2569 ด้วยแชมพู 4 สูตรใหม่ เพื่อเป็นหัวหอกในการทำรายได้

ขณะที่แบรนด์วัยรุ่นอย่าง Twelve Plus ฉีกกรอบขยับราคาขึ้นไปทำน้ำหอมซีรีส์ EAU DE PARFUM ขวดละ 399 บาท และ Exit อัปเกรดเป็น XIT PRO ขยับทาร์เก็ตจาก Gen Z ไปสู่กลุ่มคนวัยทำงาน
ส่วนในมุมของการบุกตลาดต่างประเทศ เดือนพฤษภาคมนี้ถือเป็นครั้งแรกที่โอสถสภาจะเข้าร่วมงาน THAIFEX เพื่อโชว์ศักยภาพและเปิดให้ Buyer ทั่วโลกได้สัมผัสสินค้าอย่างจริงจัง

หลังบ้านที่แข็งแกร่ง และจิกซอว์ชิ้นใหม่ในอีก 3-5 ปี
ขณะที่ด้านมิติของการเงิน นางสาววรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial officer บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เผยว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ ONE OSP บริษัทสามารถดันอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ทะลุ 40% ได้เป็นครั้งแรกจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งปี 2569 นี้บริษัทตั้งเป้าเติบโตระดับ Mid-Single Digit โดยเตรียมงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 400-500 ล้านบาท เน้นพัฒนาระบบ Data & AI เพื่อการตัดสินใจแบบเรียลไทม์ และลงทุนกับบุคลากร
ส่วนประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจกระทบต้นทุนพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติสำหรับผลิตขวดแก้ว) บริษัทได้ประเมินและบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า 90 วัน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ คาดว่าจะกระทบยอดขายเพียงเล็กน้อยไม่เกิน 1-2% ในช่วงไตรมาสที่ 2 เท่านั้น
สำหรับแผนระยะยาวในอีก 3-5 ปีข้างหน้า นางสาวมุกดา กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า โอสถสภาจะไม่หยุดอยู่แค่เครื่องดื่มชูกำลังหรือของใช้ส่วนตัว
แต่พร้อมนำองค์ความรู้ทั้งหมดไปต่อยอดขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ “ตลาดอาหารและขนมขบเคี้ยว” รวมถึงการปักหมุดเจาะตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพอย่างอินโดนีเซียและเวียดนาม เพิ่มเติมจากฐานที่มั่นเดิมอย่างเมียนมาและลาว
สุดท้ายแล้ว ดูเหมือนว่าในวัย 135 ปี ของโอสถสภา จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรักษาตำแหน่งแชมป์ ทว่าเป็นการเตรียมพร้อมลงสนามรบใหม่ที่ใหญ่และท้าทายกว่าเดิม
