สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ได้ขยายวงกว้างจนกลายเป็นวิกฤตการณ์กระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่กำลังตกเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายการโจมตีของอิหร่าน
กระทรวงกลาโหมของยูเออีเผยว่า ตั้งแต่ที่สงครามเริ่มขึ้น มีขีปนาวุธและโดรนมากกว่า 1,700 ลูกของอิหร่านถูกยิงเข้าใส่พื้นที่ต่างๆ แม้ว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัยจะสามารถสกัดกั้นเป้าหมายได้กว่า 90%

ด้านกองทัพอิหร่านระบุว่าจงใจใช้แสนยานุภาพกว่า 60% โจมตีจุดยุทธศาสตร์ในประเทศอาหรับเพื่อนบ้าน ซึ่งลามไปถึงยูเออีแล้ว แทนที่จะเป็นอิสราเอลโดยตรง ถือเป็นการสะท้อนว่าอิหร่านต้องการสั่นคลอนศูนย์กลางเศรษฐกิจของตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงกับชาติตะวันตก
อิหร่านกับยูเออีเคยมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นก่อนเกิดศึกครั้งนี้ โดยประเทศหลังเคยทำหน้าที่เป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” และประตูสู่โลกภายนอกที่สำคัญที่สุดของอิหร่านมานานหลายทศวรรษ
แม้อิหร่านจะเผชิญกับการคว่ำบาตรอย่างหนักจากนานาชาติ แต่ยูเออีกลับเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของอิหร่านรองจากจีน โดยในปี 2024 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศพุ่งสูงถึง 28,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 883,000 ล้านบาท)
ขณะที่ดูไบ นครรัฐชื่อดังของยูเออีก็กลายเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าต่อไปยังอิหร่าน (Re-export) และเป็นบ้านของชาวอิหร่านกว่า 5 แสนคน โดยความสัมพันธ์ที่เปราะบางนี้ดำเนินไปภายใต้นโยบาย แยกการค้าออกจากความขัดแย้ง แต่สงครามครั้งนี้ก็ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ว่าในระดับใดของทั้ง 2 ประเทศถึงคราวร้าวฉาน
อย่างไรก็ตาม อิหร่านกับยูเออีก็มีความขัดแย้งที่สะสมมานานกว่า 50 ปี ทั้งกรณีพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์เกาะยุทธศาสตร์ 3 แห่งในอ่าวเปอร์เซีย และความแตกต่างทางอุดมการณ์ระหว่างรัฐอาหรับซุนนีและเปอร์เซียชีอะฮ์
จุดแตกหักที่รุนแรงที่สุดคือการที่ยูเออีลงนามในข้อตกลงอับราฮัม กับอิสราเอลในปี 2020 ซึ่งอิหร่านมองว่าเป็นการยอมให้ศัตรูหมายเลขหนึ่งเข้ามามีอิทธิพลติดชายแดน และยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อยูเออีประกาศเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ
อิหร่านจึงมองว่ายูเออีไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านที่ค้าขายกันอีกต่อไป แต่เป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่น่าจะโจมตีได้ง่าย เพราะมีพรมแดนห่างกันเพียง 100 กิโลเมตรเท่านั้น
ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนี้สวนทางกับการขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ระดับ Super-Prime โดยกลุ่มมหาเศรษฐีตะวันตกที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในดูไบอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2024-2026 มีมหาเศรษฐีใหม่ย้ายเข้ามาพำนักถาวรกว่าหมื่นคน โดยพุ่งเป้าไปที่โครงการหรูอย่าง Palm Jumeirah ซึ่งมีราคาสูงกว่า 126 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เนื่องจากพวกเขามองว่ายูเออีเป็น “หลุมหลบภัยทางการเงิน” ที่ปราศจากภาษีรายได้และมรดก
จนกล่าวได้ว่า ดูไบรวมไปถึงยูเออีเป็นบ้านหลังที่สองของมหาเศรษฐีจากประเทศตะวันตก ซึ่งยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างยูเออีกับประเทศตะวันตกที่มีสหรัฐฯ เป็นแกนนำแน่นแฟ้นกว่าประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลาง
อิหร่านจงใจโจมตีพื้นที่ใกล้เขตที่พักอาศัยและย่านธุรกิจหรูหรา เพื่อยิ่งตอกย้ำว่าความมั่งคั่งไม่อาจตัดขาดจากผลกระทบของสงครามได้ และคงทำให้จากนี้การลงทุนกับการมาอยู่อาศัยของมหาเศรษฐีชาวตะวันตกลดลง
ขณะเดียวกันอิหร่านยังหวังผลอีกหลายด้านจากการโจมตี เพราะยูเออีไม่ใช่เพียงศูนย์กลางเศรษฐกิจและแหล่งรวมตัวของมหาเศรษฐีตะวันตก แต่ยังเป็นศูนย์กลางการเดินทางในตะวันออกกลาง และจุดเชื่อมต่อของเที่ยวบินทั่วโลกอีกด้วย
จากสถานการณ์ทั้งหมดรัฐบาลยูเอีจึงไม่สามารถนิ่งนอนใจ โดยประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน ประกาศกร้าวว่ายูเออีนั้น “หนังเหนียวและเนื้อขม” ไม่ใช่เหยื่อที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ ความรู้สึกสูญเสียและอยุติธรรมที่อิหร่านโยนภาระสงครามมาให้เพื่อนบ้าน จนกลายเป็นความรังเกียจและโกรธแค้นที่อาจต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการเยียวยา

วิกฤตการณ์ครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น ความสัมพันธ์ทางการค้ามูลค่ามหาศาลหรือการเป็นสวรรค์ของมหาเศรษฐีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเป็นเกราะคุ้มกันภัยจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุได้
การที่อิหร่านเลือกเปลี่ยนพันธมิตรทางการค้าอย่างยูเออีให้กลายเป็นสมรภูมิตัวแทนเพื่อคานอำนาจกับมหาอำนาจ ไม่เพียงแต่จะทำลายเสถียรภาพในระดับภูมิภาคจนยากจะประสาน
แต่ยังเป็นบทเรียนราคาแพงแก่ทั่วโลกว่า เมื่อความขัดแย้งยกระดับจนเป็นสงคราม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมักถูกเซ่นสังเวยให้กับอำนาจทางการเมืองและการทหารเสมอ / cnn
