สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 มีแนวโน้มรุนแรงและขยายวง หลังสาธารณูปโภคสำคัญเริ่มตกเป็นเป้าโจมตี ต่างจากเดิมที่เล็งโจมตีเฉพาะแหล่งพลังงานและโครงสร้างทางทหารเท่านั้น
ทางการบาห์เรนแถลงว่า โรงผลิตน้ำจืดภายในประเทศถูกโดรนอิหร่านโจมตีจนสร้างความเสียหายต่อเครื่องจักรและตัวอาคาร

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านออกมากล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้เปิดฉากโจมตีโรงผลิตน้ำจืดบนเกาะเกชม์ ทางตอนใต้ของประเทศก่อน ส่งผลให้หมู่บ้านกว่า 30 แห่งขาดแคลนน้ำอย่างหนัก
โรงผลิตน้ำจืดถือเป็นสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อบรรดาประเทศในตะวันออกกลางอย่างมาก เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนระอุและปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอน ทำให้กลุ่มประเทศสมาชิกสภาความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ (GCC) ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีการแยกเกลือออกจากน้ำทะเลเป็นหลัก
ข้อมูลจากรายงานปี 2023 ระบุว่ากลุ่มประเทศแถบนี้ถือครองศักยภาพการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลสูงถึง 60% ของโลก โดยเฉพาะในคูเวตที่ต้องพึ่งพาน้ำจากการผลิตสูงถึง 90% ขณะที่โอมานอยู่ที่ 86% และซาอุดีอาระเบียอยู่ที่ 70% ซึ่งหากระบบเหล่านี้ล่มสลายลงเพียงไม่กี่วัน ความโกลาหลจะเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านอุทกวิทยาเตือนว่า ผลกระทบจากการโจมตีไม่ได้หยุดอยู่แค่การขาดน้ำดื่มเท่านั้น แต่จะลามไปถึง “ความมั่นคงทางอาหาร” เพราะเมื่อน้ำจืดมีจำกัด รัฐบาลจะต้องดึงน้ำที่ใช้ในภาคเกษตรกรรมมาเพื่อการบริโภคของมนุษย์ก่อน ทำให้การผลิตอาหารในท้องถิ่นหยุดชะงัก
ประกอบกับการปิดกั้นเส้นทางขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซที่อาจเกิดขึ้น จะยิ่งทำให้การนำเข้าอาหารลำบากมากขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ อาจเกิดผลกระทบทางจิตวิทยาที่ก่อตัวเป็นอาวุธที่ร้ายแรง เพราะความกลัวที่จะไม่มีน้ำกินน้ำใช้จะนำไปสู่การจลาจลและการย้ายถิ่นฐานขนานใหญ่ ซึ่งจะสร้างความไร้เสถียรภาพให้แก่ภูมิภาคนี้มากกว่าสงครามในรูปแบบเดิม
อย่างไรก็ตาม ระดับความเสี่ยงของแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างกัน โดยประเทศใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบียอาจมีความยืดหยุ่นสูงกว่าเพราะมีโรงงานกระจายตัวอยู่ทั้งฝั่งอ่าวอาหรับและทะเลแดง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีคลังเก็บน้ำสำรองที่สามารถเลี้ยงคนทั้งประเทศได้นานถึง 45 วัน
แต่สำหรับประเทศขนาดเล็กอย่างบาห์เรน กาตาร์ และคูเวต การโจมตีเพียงไม่กี่จุดอาจหมายถึงจุดจบของระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดทันที เนื่องจากพื้นที่เก็บน้ำสำรองมีอยู่อย่างจำกัด
ขณะที่อิหร่านมีโรงผลิตน้ำจืดกว่า 70 แห่งกระจายอยู่ตามชายฝั่งตอนใต้ โดยมีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่โรงผลิตน้ำจืดบันดาร์อับบาส (กำลังการผลิต 100,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน) และโรงผลิตน้ำจืดเกาะเกชม์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากนี้อิหร่านยังโดดเด่นกว่าเพื่อนบ้านด้วยเทคโนโลยีโรงผลิตน้ำจืดพลังงานนิวเคลียร์บูเชห์ร ที่ใช้ความร้อนจากเตาปฏิกรณ์มาแยกเกลือออกจากน้ำทะเล โดยแม้อิหร่านจะพึ่งพาน้ำจากการกลั่นน้อยกว่าประเทศกลุ่มอาหรับ (เนื่องจากมีแหล่งน้ำจากเขื่อนและแม่น้ำ) แต่โรงงานเหล่านี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงประชากรและนิคมอุตสาหกรรมหนักในเขตพื้นที่แห้งแล้งทางตอนใต้ทั้งหมด
วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขณะนี้ได้ยกระดับความรุนแรงจากการแย่งชิงทรัพยากรพลังงาน ไปสู่การทำลายทรัพยากรขั้นพื้นฐานและสาธารณูปโภคเพื่อการอยู่รอดอย่าง “น้ำจืด”

โดยหากทุกฝ่ายยังคงโจมตีสาธารณูปโภคดังกล่าวต่อไป ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นโศกนาฏกรรมทางมนุษยธรรมครั้งใหญ่ที่ยากจะเยียวยา / aljazeera
