“ในสถานการณ์สงครามที่ทุกอย่างแพงขึ้น บ้านชาวไทยของเราทำแน่ ทำต่อในราคาเดิม  แต่อย่างไรก็ตาม หากสงครามยังคงยืดเยื้อรุนแรงเราอาจทำไม่ได้ แต่ภายใต้สถานการณ์ของวันนี้ เรายืนยันจะส่งมอบตามราคาและเวลาที่กำหนดไว้ให้กับผู้ได้รับสิทธิ์อย่างแน่นอน”

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ได้ประกาศชัด  ก่อนเริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิในโครงการ “บ้านชาวไทย” D:CODE SRI NAKARIN ที่ BTS Visionary Park เมื่อเช้าวันนี้ (20 เมษายน 2569)

เป็นการหวนคืนกลับมาทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของเขาอีกครั้ง หลังจากในปี 2542 ที่เขาเปิดตัวรถไฟฟ้า จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองและอสังหาริมทรัพย์ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า

แต่วันนี้ตลาดอสังหาฯไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จากกำลังซื้อหดตัว ซื้อยากขึ้น (กู้ไม่ผ่าน รายได้ไม่โตตามราคา) ผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการ เพราะเสี่ยงขายไม่ออก ซัพพลายค้างสต็อก ทำให้หลายรายไม่กล้าเดินเกมรุก

การกลับมาครั้งนี้เขาจึงต้องเปลี่ยนเกม

ก้าวแรกของโครงการนี้เริ่มต้นได้ดี  โครงการบ้านชาวไทย D:CODE ศรีนครินทร์ สูง 8 ชั้น ไม่เกิน 24 อาคาร รวมไม่เกิน 4,150 ยูนิต บนพื้นที่ 42 ไร่   ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง

เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าเพียง 1 เดือน (19 ม.ค. – 20 ก.พ. 2569) แต่มีผู้สนใจกว่า 10,000 ราย สูงกว่ายูนิตจริงราว 3 เท่า จนเป็นที่มาของการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิในโครงการเมื่อเช้าวันนี้

ราคาเริ่มต้น 30 ตร.ม. 1.89 ล้านบาท 45 ตร.ม. 2.85 ล้านบาท 60 ตร.ม. 3.78 ล้านบาท

แน่นอน เป็นราคาที่ถูกประกาศไว้เมื่อเดือนมกราคม วันที่สงครามยังไม่ปะทุรุนแรงเท่าวันนี้

จุดต่างของโครงการนี้ ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย มีอยู่ 2 ขั้นตอน คือ “วิธีซื้อ” และ “วิธีคัดคนซื้อ”

คอนโดทั่วไปที่ต้องวางเงินจอง + ทำสัญญา + ผ่อนดาวน์เป็นงวด ๆ ระหว่างก่อสร้าง โมเดลนี้ “ไม่ต้องผ่อนดาวน์” เลย เริ่มผ่อนกับธนาคารก็ต่อเมื่อ “โอนกรรมสิทธิ์”

ปกติ ใครมีเงินก็ซื้อได้ มาก่อนได้ก่อน แต่โครงการนี้ “ต้องผ่านการคัดเลือก” โดยคนซื้อ ต้องเป็นสัญชาติไทย จำกัด 1 คน ต่อ 1 สิทธิ

เป็นการตัด “นักเก็งกำไร” ออกจากระบบตั้งแต่ต้น และเพิ่มสัดส่วน “คนอยู่จริง”

ในขณะเดียวกัน BTS ไม่ได้ขายแค่ “ห้องพัก” แต่กำลังขาย “ระบบการอยู่อาศัย” ทั้งบัตร Rabbit เข้า-ออก ระบบ Smart Condo ควบคุมผ่านแอป รวมถึงบริการในเครือและระบบความปลอดภัย ทำให้มีโอกาสเกิดรายได้ซ้ำตลอดการอยู่อาศัย

เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ของคีรี  ไม่ได้เกิดจากตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “กระแสเงินทุน” ที่ BTS เพิ่งได้รับเงินชำระหนี้จากรัฐกว่า 36,000 ล้านบาท กลายเป็นจุดตั้งต้นให้กลับมาลงทุนอสังหาฯ อีกครั้ง และ “บ้านชาวไทย” ไม่ใช่แค่โครงการเดียว แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแผนลงทุนอสังหาฯ กว่า 100,000 ล้านบาทใน 2 ปี

โดยมีโปรเจกต์ต่อเนื่อง เช่น D:CRAFT KHLONG LUANG 7,500 ยูนิต ที่กำลังเปิดให้จองอยู่ในเวลานี้เช่นกัน รวมทั้งมีที่ดินสำรองในหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี โคราช กาญจนบุรี

บ้านชาวไทยยังเชื่อมกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อให้ผู้มีรายได้จำกัดเข้าถึงสินเชื่อจริง โดยค่างวดเฉลี่ย 5,000–7,000 บาท/เดือน ใกล้ค่าเช่า

จะว่าไปแล้วการทำโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ คือสิ่งที่คีรี “มองเป็นความท้าทาย” มาโดยตลอด

ก่อนจะเข้าสู่ธุรกิจรถไฟฟ้า เขาเริ่มต้นจากอสังหาริมทรัพย์ กับโครงการ “ธนาซิตี้” บ้านหรูติดสนามกอล์ฟย่านบางนา ขณะที่พี่ชายของเขา อนันต์ กาญจนพาสน์ ก็สร้าง “เมืองทองธานี” ในปี 2531

ในขณะที่เขาลงมาบริหารงานรถไฟฟ้าเต็มตัว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ส่งต่อให้ “กวิน” ลูกชายเข้ามาดูแล โดยใช้แนวทางพัฒนาร่วมลงทุนกับพันธมิตรชั้นนำ เช่น แสนสิริ และอนันดา

ปัจจุบันอสังหาริมทรัพย์ คือกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับบีทีเอสกรุ๊ป ภายใต้บริษัท แรบบิท โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เดิมคือ U Cityเช่น โครงการอาคารสำนักงานและโรงแรมหลายโครงการในยุโรป โครงการ The Unicorn มิกซ์ยูสติดรถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท เดอะ เรสซิเดนเซส 38 ใกล้กับ BTS ทองหล่อ โรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา (อาคารโรงภาษีร้อยชักสาม) โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ฯลฯ

บ้านชาวไทย น่าจะเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่จับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้น้อย-ปานกลางโครงการแรกของคีรี ที่เขามั่นใจว่ายังดีมานด์ยังคงมีอีกมาก

แต่เป็นการกลับมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ และยังเป็นบททดสอบความคิดของคีรีว่า ในวันที่คนอยากมีบ้าน แต่เข้าถึงยาก โมเดลใหม่แบบนี้… จะเวิร์กจริงหรือไม่