ในยุคปัจจุบันที่ AI และหุ่นยนต์ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำความสะอาดบ้านไปจนถึงการประกอบอาหาร หลายคนอาจมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกสร้างมาเพื่อแบ่งเบาภาระงานที่ซ้ำซากจำเจเท่านั้น

ทว่าภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอน ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ทำลายภาพจำเดิมๆ ลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อเหล่าหุ่นยนต์ลักษณะคล้ายมนุษย์ (Humanoid) ไม่เพียงแต่ลงร่วมชิงชัยในสนามเดียวกับมนุษย์ แต่ยังสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลาที่เหนือกว่าสถิติโลกของมนุษย์เป็นครั้งแรกได้อีกด้วย

ท่ามกลางนักวิ่งกว่า 12,000 ชีวิตที่มารวมตัวกัน ณ เขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปักกิ่ง (E-Town) ได้ปรากฏภาพกองทัพหุ่นยนต์ที่วิ่งขนานไปกับลู่วิ่งของมนุษย์ 

ไฮไลต์สำคัญของงานวิ่งครั้งนี้อยู่ที่ตำแหน่งอันดับ 1 เพราะมันคือหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า “Lightning” ของทีมวิศวกรจาก Honor แบรนด์สมาร์ทโฟนยักษ์ใหญ่ของจีน ที่สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยในระยะทาง 21.1 กิโลเมตร ด้วยเวลาเพียง 50 นาที 26 วินาที

ซึ่งดีกว่าสถิติของ Jacob Kiplimo นักวิ่งชาวอุแกนดา เจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบันจากการแข่งขันรายการอื่นก่อนหน้านี้เมื่อมีนาคมที่ผ่านมาถึง 7 นาที 

นี่ถือเป็นพัฒนาการแบบก้าวกระโดดของวงการหุ่นยนต์จีน เพราะในการแข่งขันเมื่อปี 2025 ผู้ชนะในกลุ่มหุ่นยนต์ใช้เวลาไปกว่า 2 ชั่วโมง 40 นาที และหุ่นยนต์ส่วนใหญ่ในขณะนั้นไม่สามารถวิ่งจนจบระยะทางได้ด้วยซ้ำ

อีกทั้งยังต้องมีคนคอยวิ่งบังคับทิศทางตามไปด้วย แต่ในครั้งนี้หุ่นยนต์จำนวนมากสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้ด้วยตัวเองแล้ว

หัวหน้าวิศวกรผู้อยู่เบื้องหลังทีมผู้ชนะเปิดเผยว่า Lightning ถูกออกแบบโดยเลียนแบบสรีระของนักวิ่งระดับโลก โดยเฉพาะช่วงขาที่ยาวถึง 90-95 เซนติเมตร เพื่อให้ได้ระยะก้าวที่สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยี “Liquid Cooling” หรือระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว 

เดิมทีระบบนี้ใช้ในสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม มาดัดแปลงเพื่อจัดการกับความร้อนสะสมภายในมอเตอร์และระบบวงจรขณะวิ่งด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง 

ที่สำคัญคือในปีนี้หุ่นยนต์เกือบครึ่งหนึ่งไม่ได้ถูกควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล แต่ใช้ระบบนำทางอัตโนมัติ ซึ่งหมายความว่าพวกมันสามารถตัดสินใจและรักษาสมดุลในการวิ่งได้ด้วยตัวเองประหนึ่งมีสมองเป็นของตนเอง

ภาพบรรยากาศหลังจบการแข่งขันสร้างความแปลกใหม่ให้วงการวิ่งและบรรดาผู้ชม โดยขณะที่เหล่านักวิ่งมนุษย์ต่างล้มพับลงบนพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน ใบหน้าแดงก่ำ และต้องรีบห่มผ้าห่มฟอยล์เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายพร้อมฝันถึงมื้อกลางวันมื้อใหญ่ 

แต่เหล่าหุ่นยนต์กลับยืนตระหง่านอยู่หลังเส้นชัยโดยไม่มีหยาดเหงื่อให้เห็นแม้แต่หยดเดียว พวกมันยืนนิ่งด้วยสภาพที่สมบูรณ์แบบราวกับไม่ได้ผ่านการออกแรงมหาศาลมา บางตัวถึงกับดูเหมือนว่ากำลังมองหน้ากันและพร้อมที่จะเริ่มต้นวิ่งรอบใหม่ได้ทันที 

แม้ว่าในระหว่างการแข่งขันจะยังมีข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่น หุ่นยนต์บางตัวล้มคว่ำตรงจุดสตาร์ทหรือเดินชนแผงกั้นบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพโดยรวมที่พวกมันแสดงออกมา

วิศวกรผู้พัฒนาชี้ให้เห็นว่า การที่หุ่นยนต์วิ่งได้เร็วขึ้นนั้นอาจจะดูไม่มีความหมายโดยตรงต่ออุตสาหกรรมในตอนแรก

แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ที่ถูกเคี่ยวกรำผ่านการแข่งขันนี้ ทั้งเรื่องความทนทานของโครงสร้าง การจัดการพลังงาน และระบบระบายความร้อน จะถูกถ่ายทอดไปสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของมนุษย์อย่างมหาศาล 

ฝ่ายผู้ชมในสนามต่างยอมรับว่านี่คือสัญญาณของการเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ที่หุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในมิติที่มากกว่าแค่ผู้ช่วยทำงานบ้าน

ชัยชนะของหุ่นยนต์เหนือมนุษย์ในสนามฮาล์ฟมาราธอนที่ปักกิ่งครั้งนี้ เป็นการเตือนให้เราเห็นถึงอัตราเร่งของเทคโนโลยีที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ของจีน 

แม้เมื่อปี 2025 จำนวนหุ่นยนต์แบบ Humanoid ที่ขายและส่งมอบทั่วโลกยังอยู่ที่ราว 13,000 ตัว แต่เมื่อถึงปี 2032 มีการประเมินกันว่ายอดขายจะเพิ่มเป็น 2.6 ล้านตัว

ซึ่งจากการที่จีนทุ่มพัฒนาด้านหุ่นยนต์อย่างจริงจังมาตลอด 10 ปี ตามแผน “Made in China 2025” ที่เริ่มเมื่อปี 2015 จึงมีความเป็นไปสูงที่ในอนาคตจีนย่อมจะเป็นอันดับต้นๆ ของวงการหุ่นยนต์ทั่วโลก / theguardian, techcrunch