GREEN UP 2026 ไขข้อสงสัย ทำไม ESG จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอดของธุรกิจยุคใหม่
รู้หรือไม่ว่า กติกาการทำธุรกิจบนโลกใบนี้กำลังเปลี่ยนไปตลอดกาล? และถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ภายในปี 2048 GDP ของประเทศไทยอาจจะร่วงหนักถึง 40%!
วิกฤตนี้คือ “สัญญาณเตือน” ที่ทำให้จากนี้ไปองค์กรธุรกิจต่าง ๆ ต้องนำเรื่อง Sustainability เข้าไปผนวกกับกลยุทธ์ทางธุรกิจและการตลาดอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ เพราะในเวลานี้ความยั่งยืนไม่ใช่เพียง CSR แต่คือ “ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน” ที่ช่วยดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อหลักอย่าง Gen Y และ Gen Z ที่ไม่เพียงมองหาความคุ้มค่าแต่ให้คุณค่ากับแบรนด์ที่สนใจเรื่องความยั่งยืนด้วย
นี่คือเสียงสะท้อนและสัญญาณเตือนครั้งสำคัญจากงานฟอรัมใหญ่ระดับประเทศ “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” ที่นำทัพโดย แสนสิริ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การเติบโตเชิงบวก ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ
งานนี้จัดขึ้นท่ามกลางความท้าทายใหม่ที่ทุกคนต้องรู้ นั่นคือ Thailand Taxonomy หรือมาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับชี้ชะตาการเข้าถึงเงินทุนยุคใหม่ (Green Finance)
เพื่อตอบรับกับกติกาโลก “แสนสิริ” จึงมุ่งตอกย้ำความเป็น Thought Leadership ด้านความยั่งยืนอย่างแท้จริง ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาฯ รายแรกของไทยที่จับมือกับผู้เชี่ยวชาญจนผ่านเกณฑ์สุดหินนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และประสบความสำเร็จจากการจัดฟอรัมความยั่งยืนมาแล้ว 2 ครั้ง
แสนสิริจึงขออาสาเป็น Fast Mover & Connector เชื่อมโยงทุกภาคส่วนใน Ecosystem โดยเปิดเวทีเจาะลึก 4 หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศ อย่าง ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน และองค์กรระดับสากล
เพราะอย่าลืมว่า เพราะความยั่งยืนไม่ได้เกิดขึ้นจากองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้ง Ecosystem เพื่อสร้างคุณค่าเชิงบวกในระยะยาว
Marketeer สรุปสาระสำคัญของมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศสู่โรดแมป Net Zero จาก 4 Speakers ในงานมาให้ฟังกัน
มุมมองภาคธุรกิจ

แสนสิริพิสูจน์ให้เห็นว่า การผ่านเกณฑ์รักษ์โลกไม่ใช่แค่การทำตามกฎหมาย แต่คือ “ข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน” (Competitive Advantage) โดยคุณอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวบนเวทีว่า
ในมิติของต้นทุน แสนสิริเข้าถึง Green Loan และ Green Bond ได้ก่อนใคร ทำให้บริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนในมิติของลูกค้า กลุ่ม Gen Y และ Gen Z ให้คุณค่ากับโครงการที่ยั่งยืน การผ่านมาตรฐานนี้จึงการันตีได้ว่า โครงการประหยัดพลังงานได้จริงและลดค่าใช้จ่ายให้ลูกบ้านได้เป็นรูปธรรม ก้าวต่อไปของแสนสิริ คือการจูงมือพาร์ทเนอร์และ SME กว่า 4,000 ราย ใน Supply Chain ให้รอดและเติบโตไปด้วยกัน
คุณอุทัยเน้นย้ำว่า วันนี้อสังหาริมทรัพย์ต้องก้าวข้ามแค่คำว่า “ลดผลกระทบ” ไปสู่คำว่า “Regenerative Future” หรือการสร้างคุณค่า และต้องมีความโปร่งใส มีการวัดผลที่ชัดเจน แสนสิริได้ยกระดับมาตรฐานการออกแบบโครงการ โดยนำเป้าหมายค่าความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Intensity) เป็นเกณฑ์จาก Thailand Taxonomy ภาคอสังหาริมทรัพย์มาปรับใช้ ซึ่งแสนสิริไม่ได้มองแค่เพียงเป็นกฏเกณฑ์ แต่มองว่า Thailand Taxonomy คือเครื่องมือที่จะช่วยวัดผลและเชื่อถือได้จริงในเรื่องของการสร้างคุณค่า
ความท้าทายที่แท้จริงคือคู่ค้าและซัพพลายเออร์ ทั้งผู้ผลิตเหล็ก ปูน ไม้ และผู้รับเหมา ซึ่งนับจากนี้เป็นต้นไป เกณฑ์การเลือกคู่ค้าของแสนสิริจะไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพ ความตรงต่อเวลา หรือราคาอีกต่อไป แต่ต้องวัดกันที่ “ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและพลังงาน” เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมรอดและโตไปด้วยกันทั้งระบบ
มุมมองตลาดทุน

คุณอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มองว่าปัจจุบัน ESG ไม่ใช่เรื่องของการทำการกุศล หรือ CSR อีกต่อไป แต่คือ “ฟันเฟืองหลัก” ของเศรษฐกิจ นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต่างใช้เกณฑ์ความยั่งยืนนี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจว่าจะ “ให้” หรือ “ไม่ให้” เงินลงทุน (Capital Allocation) มาตรฐาน Thailand Taxonomy จึงเข้ามาเป็นสะพานเชื่อมสำคัญให้การลงทุนโปร่งใสและน่าเชื่อถือ
“ในอนาคตอันใกล้ หากธุรกิจไทยไม่มีการเก็บข้อมูลหรือวัดผลคาร์บอนที่ชัดเจน ก็อาจต้องเจอกับกำแพงภาษีจากต่างประเทศ (เช่น CBAM) ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนมหาศาล”
นอกจากนี้ คุณอัสสเดชยังได้เปิดข้อมูลงานศึกษาของ Swiss Re ว่า หากประเทศไทยไม่ลงมือทำอะไรเลยเพื่อรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อม ภายในปี 2048 GDP ของไทยอาจร่วงลงหนักถึง 40% จากผลกระทบทางภัยพิบัติที่โจมตีทั้งภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว ในมิติของการส่งออก ธุรกิจไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) จะหนีไม่พ้นการถูกตรวจสอบอย่างหนัก หากไม่มีข้อมูลคาร์บอนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
ท้ายที่สุดเราก็จะต้องควักกระเป๋าจ่าย “ค่าใช้จ่าย” หรือกำแพงภาษีให้กับยุโรปอยู่ดี ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่าง “SET Carbon” เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยให้ธุรกิจและ SME สามารถจัดเก็บข้อมูล วัดผลได้อย่างเป็นระบบและได้รับการยอมรับในระดับสากล
มุมมองภาคการเงิน

คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ให้ความเห็นว่า ธนาคารไม่ได้เป็นแค่คนจ่ายเงิน แต่เป็น “เครื่องยนต์” ที่เร่งเครื่องให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้รวดเร็วขึ้น
KBank ย้ำชัดเจนว่า เครื่องมืออย่าง Thailand Taxonomy จะถูกนำมาใช้ประเมินสินเชื่อ และคัดกรองอย่างเข้มข้นเพื่อป้องกันการ “ฟอกเขียว” (Greenwashing) ข่าวดีคือ ใครตื่นรู้และปรับตัวก่อน องค์กรนั้นจะกลายเป็นผู้ได้เปรียบ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียวได้ก่อนใคร และยังช่วยลดความเสี่ยงทางการค้าในตลาดโลกได้อีกด้วย
ทั้งนี้คุณขัตติยา ชี้ให้เห็นถึง “ขุมทรัพย์” ของโลกการเงินยุคใหม่ โดยระบุว่าตลาดการลงทุนเพื่อความยั่งยืนหรือ ESG Bond ทั่วโลกนั้นเติบโตเฉลี่ยถึง 33% ต่อปี และมีมูลค่าแตะหลักล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สิ่งนี้สะท้อนว่าเม็ดเงินมหาศาลกำลังรอลงทุนในบริษัทที่มีความชัดเจนเรื่องนี้
ธนาคารกสิกรไทยจึงวางโพซิชันตัวเองเป็น “Transition Partner” ที่ไม่ได้มีหน้าที่แค่ปล่อยกู้แล้วจบ แต่จะเข้าไปช่วยลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรก ทั้งการสร้างการตื่นรู้ การวัดคาร์บอนฟุตพรินต์ ไปจนถึงการวางแผนเปลี่ยนผ่าน พร้อมชูไฮไลต์นวัตกรรมทางการเงินอย่าง สินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) ที่มีกติกาเร้าใจว่า หากธุรกิจสามารถทำ KPI ด้านสิ่งแวดล้อมผ่านเกณฑ์ ธนาคารก็พร้อมจะ “ลดดอกเบี้ย” ให้เป็นโบนัสแห่งความสำเร็จ
มุมมองระดับสากล

ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) กล่าวว่า “กติกาโลกไม่รอใคร” ภัยพิบัติทางธรรมชาติ โลกเดือด และน้ำท่วม จะมาเร็วและรุนแรงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้น การออกแบบอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจ จึงต้องคิดเผื่อไปถึง 50-60 ปีข้างหน้า เราต้องก้าวข้ามการแค่ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “ฟื้นฟู” และสร้างมูลค่าใหม่ (Regenerative Future) วันนี้ตลาดยุคใหม่กำลังมองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ธุรกิจไทยต้องเลือกเอาว่า จะเป็นผู้นำกติกา หรือจะเป็นเพียงผู้ตามที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“มหาอำนาจอย่างประเทศจีนได้ยกระดับกติกาด้านการปล่อยคาร์บอนและการควบคุมมลพิษในประเทศอย่างเข้มงวดแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าจะสะเทือนมาถึงห่วงโซ่อุปทานและคู่ค้าในเอเชียรวมถึงไทยในไม่ช้า โซลูชันด้านความยั่งยืนยุคใหม่จึงต้องตอบโจทย์ปากท้องด้วย เช่น การออกแบบให้บ้านเย็น ที่ช่วยหั่นค่าไฟลูกบ้านจากที่เคยต้องจ่าย 10,000 บาท ให้เหลือเพียง 6,000 – 7,000 บาท ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้แหละคือ “การสร้างคุณค่า” (Regenerative) ที่ผู้บริโภคยุคใหม่สัมผัสได้จริงและเต็มใจที่จะจ่าย”

เวที GREEN UP 2026 สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า กติกาใหม่ของโลกในยุคนี้ไม่ได้มีไว้ให้เราแค่ “รับทราบ” หรือ “ทำตามข้อบังคับ” แต่มีไว้เพื่อท้าทายให้ธุรกิจก้าวข้ามไปสู่การสร้างคุณค่าใหม่และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม หรือ Regenerative Future
การขับเคลื่อนระดับประเทศครั้งนี้ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว เรียกได้ว่า ในฐานะ Fast Mover แสนสิริเริ่มต้นทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Connector) ที่จะจับมือพันธมิตรทุกภาคส่วน คู่ค้า และ SME ใน Ecosystem ทั้งหมด ให้ก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เป็นอย่างดี
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.sansiri.com/thai/แสนสิริเพื่อสิ่งแวดล้อม
#Sansiri #SansiriSustainability
อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /
