บางคนเคยเจอสถานการณ์ เคยมีวันที่ต้องซื้ออุปกรณ์เครื่องเขียนทำรายงาน หรืออุปกรณ์ทำงานศิลปะ
ร้านแรกๆ ที่จะนึกถึงคือชื่อของ “สมใจ”
จากร้านเครื่องเขียนตึกแถวที่เป็นเหมือนเซฟโซนของบางคนในวัยเรียน ทุกวันนี้ยังคงมีอยู่ และเป็นธุรกิจที่มีการปรับตัวได้อย่างดีในยุคสมัยใหม่ที่คนใช้คอมพิวเตอร์หรือไอแพดแทนการเขียนงานกันมากขึ้น
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2498 หรือเมื่อ 71 ปีที่แล้ว ร้านสมใจสาขาแรกเกิดขึ้นในตึกแถวเล็กๆ ใกล้โรงเรียนสวนกุหลาบและวิทยาลัยเพาะช่าง
ผู้ก่อตั้งคือ คุณตานิยม และคุณยายสมใจ ผเดิมชิต
ที่มาของชื่อร้านก็เรียบง่าย คือตั้งตามชื่อภรรยาเพราะจำง่าย และมีความหมายมงคลแฝงอยู่ว่า ใครที่มาซื้อของที่นี่ก็ต้องได้กลับไปแบบสมใจ
ในช่วงแรก เปิดเป็นขายร้านหนังสือสารานุกรมและวรรณกรรม เนื่องจากเคยทำงานอยู่ในร้านหนังสือมาก่อน และมองว่าธุรกิจนี้กำลังเติบโต
แต่เมื่อเปิดร้านจริง กลับพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่กลับถามหาเครื่องเขียน อุปกรณ์วาดรูป และอุปกรณ์ศิลปะมากกว่า เพราะทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้สถานศึกษา
ร้านสมใจจึงปรับธุรกิจมาเป็นขายเครื่องเขียนมาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งที่ทำให้สมใจอยู่ได้อย่างยาวนาน คือจุดแข็งเรื่อง “ความคุ้มค่า” และ “ความครบครัน”
คุ้มค่า คือการขายของในราคาถูก เหมาะสำหรับกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา
ครบครัน คือ ต้องมีของทุกอย่าง ไม่ว่าลูกค้าจะตามหาสี พู่กัน หรือกระดาษประเภทไหน เมื่อเข้ามาซื้อที่สมใจจะต้องได้ของทุกอย่างในที่เดียว
ปัจจุบัน สมใจมีสินค้าอยู่ในระบบมากกว่า 60,000 รายการ
นอกจากนี้ สมใจยังมีสิ่งที่ทำให้แตกต่างนอกเหนือจากจำนวนสินค้า คือ “ความใส่ใจ”
ร้านต้องใส่ใจลูกค้า สามารถดูแลและอธิบายสินค้าได้ ว่าอุปกรณ์แต่ละชิ้นใช้ทำอะไร ต่างกันอย่างไร และเหมาะกับงานแบบไหน
เพราะลูกค้าหลายคน โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา หรือคนเริ่มต้นทำงานศิลปะ ไม่ได้รู้ตั้งแต่แรกว่าควรซื้ออะไร หรืออะไรเหมาะกับงานอะไร
คุณยายสมใจ เจ้าของร้านรุ่นแรก เล่าเองด้วยว่า หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ ก็ต้องใส่ใจ เช่น “ไม่ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์” เพราะสังเกตเห็นว่าเด็กที่ซื้อไปจะหนีบของไว้ที่แขน ทำให้เสื้อนักเรียนเลอะได้
หรือจะเป็นเรื่อง “ไม่ทอนแบงก์เก่า” ก็มีเหมือนกัน ด้วยเหตุผลว่า “กลัวมือลูกค้าสกปรก”
ผลที่ตามมาคือลูกค้าพูดต่อกันเองว่า “อยากได้แบงก์ใหม่ ให้ไปซื้อของที่ร้านสมใจ”
เป็นการตลาดปากต่อปากที่ไม่ได้จ่ายเงินซื้อแม้แต่บาทเดียว
ปัจจุบันธุรกิจของสมใจส่งต่อมาถึงทายาทรุ่นที่ 3 แล้ว
มีการปรับธุรกิจทั้งหลังบ้านและหน้าบ้านให้ดียิ่งขึ้น ตั้งแต่นำระบบไอทีมาใช้ในการจัดการระบบ เช่น บัญชี และสต๊อกสินค้า ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ทายาทรุ่นที่ 2
ไปจนถึงการทำระบบสมาชิก มีการสะสมคะแนนรับส่วนลด เพื่อสร้าง Loyalty ของลูกค้า
ขณะที่หน้าร้านก็ออกแบบใหม่ให้ทันสมัยมากขึ้น และมีการขยายสาขาเข้าไปอยู่ในศูนย์การค้า เช่น เซ็นทรัลพระราม 9 สามย่านมิตรทาวน์ และเอ็มบีเค
ปัจจุบันสมใจมีอยู่ทั้งหมด 28 สาขา
ในขณะเดียวกัน ช่องทางออนไลน์ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญ
สมใจพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นระบบอีคอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ เข้าไปหน้าเว็บแล้วสามารถเลือกสินค้า ใส่ตะกร้า และชำระเงินได้ทันที
หน้าตาเว็บก็เน้นง่ายๆ ดูสะอาดตา โดยได้แรงบันดาลใจจาก Amazon ยักษ์อีคอมเมิร์ซระดับโลก
ลูกค้าที่อยากได้ของก็ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงสาขา เพราะสามารถสั่งออนไลน์ได้แล้ว
พร้อมกับทำเนื้อหาผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ให้ความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆ และอัปเดตข้อมูลของร้าน
ทำให้ลูกค้ารุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยได้รู้จักสมใจผ่านโลกออนไลน์ ก่อนจะเดินเข้าหน้าร้านเสียอีก
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือการพัฒนา แบรนด์ของตัวเองในชื่อ Somjai Selected
ปัจจุบันมีสินค้ามากกว่า 1,000 รายการ และมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนให้เข้ามาอยู่ในร้านมากขึ้น
ลองดูผลประกอบการของบริษัท สมใจบิซกรุ๊ป จำกัด ปี 2568
รายได้ 456 ล้านบาท กำไรสุทธิ 70 ล้านบาท
คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 15% ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับธุรกิจค้าปลีก
กรณีศึกษาของ “สมใจ” ในวัย 71 ปี พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าจะทำธุรกิจ ต้องเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไรตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าร้าน
จนถึงยุคออนไลน์ ก็เข้าใจว่าลูกค้าต้องการข้อมูลอะไรเมื่อจะซื้อของ
ร้านเครื่องเขียนที่เป็นเซฟโซนของบางคนในวัยเด็กจึงอยู่รอดมาได้ถึงทุกวันนี้
