ภาวะการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจโลกที่เคยถูกคาดการณ์ว่าจะเริ่มมีแรงส่งที่ดีในปีนี้ กลับต้องเผชิญกับ “แรงกระแทก” ครั้งรุนแรงจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน 

เหล่านักเศรษฐศาสตร์และผู้ว่าการธนาคารกลางต่างออกมาเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า หากความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อ แผนการฟื้นตัวที่วางไว้ทั้งหมดอาจถูกพับเก็บไว้ และแทนที่ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงจนยากจะควบคุม 

ต้นเหตุหลักของวิกฤตในครั้งนี้อยู่ที่ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลก โดยข้อมูลจากสถาบันเศรษฐกิจระบุว่า หากอุปทานน้ำมันดิบลดลงเพียง 1% จะส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นถึง 4% และหากช่องแคบนี้ถูกปิดลงเพียงไม่กี่เดือน ราคาน้ำมันโลกอาจทะยานขึ้นจนเราอาจได้เห็นราคาที่สูงถึง 108 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,462 บาท) ต่อบาร์เรล 

นอกจากนี้ การตอบโต้ของอิหร่านต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่อิหร่านมองว่าเป็นศัตรูอย่าง คูเวต ดูไบ ซาอุดีอาระเบีย และอาเซอร์ไบจาน จะยิ่งไปซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง โดยหากเป้าหมายเปลี่ยนไปสู่โรงงานผลิตน้ำจืด อาจกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดความวุ่นวายทางสังคมครั้งใหญ่จากการขาดแคลนน้ำ 

คริสตาลินา กอร์เกียวา ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืดเยื้อเป็นเวลาหนึ่งปี จะฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลกทันที 0.1-0.2% 

ลอร์ด จิม โอนีลล์ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากโกลด์แมน แซคส์ และผู้บัญญัติศัพท์กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่หรือ BRICS (ที่ประกอบไปด้วยประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) วิเคราะห์ว่า การตัดสินใจสังหารผู้นำและการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ อาจส่งผลสะท้อนกลับที่รุนแรงต่อจุดยืนของสหรัฐฯ ในเวทีโลก 

เพราะจะบีบให้กลุ่มประเทศแถบอ่าวอาหรับเริ่มมองว่า สหรัฐฯ ไม่ใช่พันธมิตรที่มั่นคงและไม่สามารถไว้วางใจได้อีกต่อไป จนมีแนวโน้มที่จะหันไปกระชับความสัมพันธ์กับ 3 ประเทศใหญ่ของกลุ่ม BRICS อย่างจีน อินเดีย และบราซิลมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นการเปลี่ยนดุลอำนาจโลก 

ในขณะที่บริษัทพลังงานในสหรัฐฯ อาจได้รับกำไรมหาศาลจากราคาขายส่งที่พุ่งสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคกลับเริ่มแบกรับภาระหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

ในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของ โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มถูกตั้งคำถาม ซึ่งปัจจัยเรื่องค่าครองชีพนี้เองที่เคยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ โจ ไบเดน พ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีมาแล้ว 

ขณะที่ในสหราชอาณาจักรและยุโรป อัตราเงินเฟ้อในช่วงปลายปีอาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพที่ชาวอังกฤษส่วนใหญมองว่าเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดของประเทศในขณะนี้ 

ส่วนในเอเชียกลับต้องเผชิญกับวิกฤตที่หนักหน่วงกว่า เนื่องจากเอเชียคือผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางรายใหญ่ที่สุด (สูงถึง 75% ของการส่งออกทั้งหมด) โดยประเทศอุตสาหกรรมของทวีปอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่พึ่งพาน้ำมันจากโซนนี้เกือบ 90% กำลังเผชิญภาวะค่าไฟพุ่งสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน  

ส่วนอินเดียในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันอันดับ 3 ของโลก ต้องรับศึกหนักจากปัญหาขาดดุลการค้าที่อาจนำไปสู่การจลาจลจากค่าครองชีพ 

ขณะที่แรงงานเอเชียกว่า 24 ล้านคน (รวมถึงชาวไทยและฟิลิปปินส์) ที่ทำงานในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นตัวประกันในพื้นที่สงคราม โดยหากเกิดการอพยพครั้งใหญ่ขึ้น ไม่เพียงแต่จะสูญเสียรายได้เงินตราต่างประเทศมหาศาล แต่ยังสร้างภาระงบประมาณในการดูแลผู้กลับบ้านเกิดในสภาวะเศรษฐกิจซบเซาอีกด้วย 

เหล่าผู้นำนโยบายการเงินทั่วโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดย หลุยส์ เด กินโดส รองประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กังวลว่าเงินเฟ้อจะยืดเยื้อหากสงครามไม่จบลงโดยเร็ว ขณะที่ในฝั่งอังกฤษ อลัน เทย์เลอร์ ผู้กำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ มองว่าไม่ควรขึ้นดอกเบี้ยซ้ำเติมสถานการณ์ที่เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ 

ทางด้านสหรัฐฯ เควิน วาร์ช ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ อาจเผชิญแรงกดดันให้ลดดอกเบี้ยตามนโยบายของผู้นำประเทศ แม้เงินเฟ้อจะยังพุ่งสูงก็ตาม ซึ่ง ไมเคิล ซอนเดอร์ส ที่ปรึกษาเศรษฐกิจอาวุโส มองว่าเฟดอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงไปตลอดทั้งปีเพื่อรอดูสถานการณ์ 

วิกฤตครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความมั่งคั่งและเสถียรภาพของโลกนั้นเปราะบางเพียงใด เพราะเมื่อชนวนเหตุจากความขัดแย้งในภูมิภาคเดียวสามารถลุกลามไปถึงราคาอาหารในชีวิตประจำวันและค่างวดบ้านของประชาชนในอีกซีกโลกหนึ่งได้ 

ดังนั้น สงครามในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของยุทธศาสตร์ทางทหาร แต่คือการเดิมพันด้วยความเป็นอยู่ของประชากรโลก โดยหากบรรดาผู้นำโลกยังไม่สามารถหาทางยุติความขัดแย้งที่ลุกลามนี้ได้ เราอาจต้องแลกการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เฝ้ารอมานานกับยุคสมัยแห่งความฝืดเคืองรอบใหม่ที่ยากจะคาดเดาตอนจบได้ / theguardian