“อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ไม่ไหว อ้าว~
บ้านนี้มันน่ากลัว กลัวกลัวกลัว อร๊าย!”
เพลงที่เนื้อร้องฟังดูไม่เป็นภาษา เนื้อหาฟังดูไร้แก่นสาร เปิดเนื้อตามก็ยังร้องไม่ถูก น่าแปลกที่เพลงแบบนี้กำลังโด่งดังในโลกอินเทอร์เน็ต
อย่าถามหาความหมาย อย่าสงสัยในความสมเหตุสมผล
ลดการใช้วิจารณญาณลง เพราะการเสพคอนเทนต์ในวันนี้มีหลักการเดียวคือ “ถอดสมอง”
ในทุกวันนี้มีสิ่งที่เรียกว่า “Mindless entertainment” หรือ ความบันเทิงไร้สาระ หมายถึงกิจกรรม สื่อ หรืองานอดิเรกที่ใช้ความพยายามทางจิตใจ การคิดอย่างลึกซึ้ง หรือการลงทุนทางอารมณ์น้อยที่สุด ถูกออกแบบมาเพื่อมอบความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ปล่อยจอย ดูแล้วไม่ต้องคิดเยอะ
คอนเทนต์ที่เข้าข่าย Mindless Entertainment จะมีลักษณะสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์โครงเรื่อง เรียนรู้ข้อมูลใหม่ หรือบังคับให้แก้ปัญหาที่ซับซ้อน
ช่วยให้ผู้ชมปิดการทำงานของสมองแล้วผ่อนคลายหลังจากวันที่วุ่นวายหรือเหนื่อยล้าทางจิตใจ
เพราะโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข้อมูลจนสมองแทบไม่มีเวลาพัก ตื่นมาก็เจอข่าวเศรษฐกิจ การเมือง สงคราม คอมเมนต์ดราม่า และอัลกอริทึมที่แข่งกันแย่งความสนใจตลอด 24 ชั่วโมง
ในวันที่ชีวิตจริงหนักหนาเกินไป ผู้คนจำนวนมากจึงไม่ได้มองหาคอนเทนต์ที่ประเทืองสมองอีกต่อไป แต่กำลังมองหาคอนเทนต์ที่ทำให้หยุดใช้ความคิดได้ชั่วคราว
“มายเนมอีสไบรอัน” ถึง “คริสติน่า แซ่แต้”
ก่อนหน้านี้ คอนเทนต์ถอดสมองในการรับชมมีมาเป็นระยะ ทั้งเพลง “My Name Is Brian.I’m 24 years old, I’m from Korea” ของ โจ๊ก iScream ที่เนื้อเพลงมีความคล้ายภาษาอังกฤษ R&B เท่ ๆ แต่ฟังยังไงก็ไม่เป็นภาษา มียอดการรับชมปาเข้าไป 2.5 ล้านวิวแล้ว อีกทั้งมีวิดีโอรีแอคชั่นของยูทูบเบอร์ต่างชาติหลากหลายช่อง ใครเข้าไปฟังก็ถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวด เป็นครั้งแรกที่ทุกคนพร้อมใจกันฟังภาษาอังกฤษไม่ออก
หรืออย่างคอนเทนต์ “คริสติน่า แซ่แต้” ดีว่าสาวระดับโลก ผู้เป็นแชมป์รายการ The Voice UK ถึง 4,000 สมัย และได้เดินเท้าจากอังกฤษเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อมาแข่ง The Voice Thailand จบการศึกษาจากโรงเรียนแคมบิตวิทยาคาร เกรดเฉลี่ย 8.90 และยังเป็นผู้สอบ Toeic ได้ถึง 1,000 คะแนน คนแรกของโลก ซึ่งแน่นอนว่า ประวัติเล่าขานนี้เป็นแฟนคลับที่สร้างสตอรี่ขึ้นมาให้เธออย่างสนุกสนาน
แล้วทำไมช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคอนเทนต์แนวไร้สาระ ดูไม่มีประโยชน์ถึงได้รับความนิยมมหาศาล
ตั้งแต่คลิปคนพูดอะไรแปลก ๆ รายการเรียลลิตี้ที่ไม่มีสาระ มีมอินเทอร์เน็ตที่ไม่มีเหตุผล ไปจนถึงวิดีโอสั้นที่บางครั้งดูจบแล้วก็ยังไม่รู้ว่าดูอะไร แต่คนก็ยังดู และดูซ้ำด้วย
เพราะแท้จริงแล้ว “คอนเทนต์ไร้สาระ” อาจไม่ได้ไร้คุณค่าอย่างที่คิด
สังคมบีบบังคับให้เสพคอนเทนต์เหมือนไปสอบ
หลายปีที่ผ่านมา โลกบันเทิงพยายามผลักดันคอนเทนต์ที่ดูฉลาดมากขึ้น พล็อตหนังต้องสอดแทรกชั้นเชิง ซีรีส์ต้องซับซ้อน ทุกอย่างต้องมี Symbolism มีความหมาย ตีความได้ทั้งหมด จนบางครั้งการดูหนังหรือเสพคอนเทนต์กลายเป็นเหมือนการสอบวิเคราะห์วรรณกรรมมากกว่าสนุก
ทั้งที่จริงแล้ว หลังจากวันทำงานหนัก ๆ คนจำนวนมากไม่ได้อยากกลับบ้านมาใช้ความคิดต่อ แค่อยากเปิดอะไรดูแล้วหัวเราะได้เฉย ๆ
บางวันเราแค่อยากดูคนทะเลาะกันใน Reality Show ดูหมอเต้น TikTok เพี้ยน ๆ หรือดูคลิปแมวตกเก้าอี้แบบไม่มีเหตุผล
สังเกตว่าคอนเทนต์รูปแบบนี้ เริ่มมีมาตั้งแต่ช่วงโรคระบาด ช่วงสงคราม เศรษฐกิจตกต่ำ นั่นเพราะมนุษย์ไม่สามารถเสพข้อมูลหนัก ๆ ได้ตลอดเวลา จึงต้องมีคอนเทนต์ที่ไม่ต้องประมวลผลอะไรซับซ้อนบ้าง
ในโลกที่ทุกอย่างแข่งขันกันดึงพลังงานจากเรา
การได้หัวเราะกับอะไรโง่ ๆ ดูรายการไร้สาระ
หรือเสพคอนเทนต์ที่ไม่ได้ให้อะไรเลย
อาจเป็นหนึ่งในวิธีพักใจที่ง่ายที่สุดของคนยุคนี้



