เปิดใจ “จิตตินันท์ หวั่งหลี” เจ้าถิ่นรังสิต เมื่อเซ็นทรัลบุก ฟิวเจอร์พาร์คจะรับมืออย่างไร
จากข่าวใหญ่ที่เขย่าวงการอสังหาฯ สู่คำถามที่ต้องตามไปถามจิตตินันท์ หวั่งหลี ผู้บริหารรุ่น 5 ของตระกูลหวั่งหลี
เมื่อเซ็นทรัลพัฒนา ประกาศสร้าง “เมืองใหม่” ในพื้นที่ 750 ไร่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การลงทุนของกลุ่ม”จิราธิวัฒน์” บนทำเลเดียวกับที่ “ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” ยืนอยู่มากว่า 30 ปี
“เจ้าถิ่นตัวจริงอย่างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จะรับมือกับเกมนี้อย่างไร?”
นอกจากจะเปิดใจตอบทุกคำถาม เรื่องราวของผู้มาก่อนกาลย่านรังสิตเมื่อ 30 ปีก่อน ก็น่าสนใจไม่น้อยเลย 
“ที่ดินผืนนี้จริง ๆ เริ่มจากคุณย่าของจ๋า “ทองพูล หวั่งหลี” เป็นคนค่อย ๆ ซื้อสะสมไว้ตั้งแต่ประมาณ 60 ปีก่อน ตอนนั้นแถวนี้ยังเป็นทุ่งนาเลยค่ะ พอเวลาผ่านไปประมาณ 30 ปี ลูกชายของท่าน คือคุณลุงสุกิจ กับคุณลุงสุจินต์ ก็เริ่มมองเห็นศักยภาพจากการที่บ้านจัดสรรและเมืองค่อย ๆ ขยายตามถนนพหลโยธิน
จ๋าเองไม่เคยเจอคุณย่า เพราะท่านเสียก่อนจ๋าเกิด 1 ปี แต่โตมาก็ได้ยินมาตลอดว่าท่านเก่งมาก หลังจากคุณปู่เสียช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านต้องดูแลลูกถึง 12 คน เลยเลือกสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวด้วยการ ‘สะสมที่ดิน’ โดยเฉพาะย่านรังสิต ค่อย ๆ ซื้อทีละแปลง จนสุดท้ายกลายเป็นที่ดินผืนใหญ่กว่า 600 ไร่ในวันนี้”
คุณจ๋า หรือ จิตตินันท์ หวั่งหลี กรรมการผู้จัดการร่วม กลุ่มงานธุรกิจศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ เริ่มเล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นให้ Marketeer ฟัง
คุณย่าทองพูล คือลูกสาวตระกูลล่ำซำ ที่มาแต่งงานกับ ตันชิวเม้ง หวั่งหลี รุ่นที่ 3
ที่ดินผืนนี้ในระยะแรกถูกพัฒนาเป็น “ตลาดรังสิต” และอาคารพาณิชย์ ก่อนที่ สุกิจและ สุจินต์ หวั่งหลี(รุ่นที่ 4) จะต่อยอดสู่การพัฒนา เป็น“ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต” ในปี 2538 จนกลายเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย
พิมพ์ผกา หวั่งหลี บุตรสาวของสุกิจ ได้เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ก่อนที่ จิตตินันท์ หวั่งหลี จะเข้ามาสานต่อบทบาทนี้ในราวปี 2561
ในช่วงเริ่มต้น ใช้พื้นที่เพียง 100 กว่าไร่ โดยตั้งเป้าพัฒนา “พื้นที่ที่เหลือ” ให้เติบโตเป็น”ฟิวเจอร์ ซิตี้”เมืองในอนาคต

“พี่พลอย (พิมพ์ผกา) เคยเล่าว่า เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ต้องออกไปขายพื้นที่กันเอง และเพราะความที่พื้นที่เป็นสวนเป็นทุ่งนาจริง ๆ
จนมีลูกค้าคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า ‘จะมาเปิดร้านที่นี่ แล้วจะไปขายควายที่ไหน’ซึ่งพี่เค้าจำได้ดี”
วันนี้ฟิวเจอร์พาร์ค มีพื้นที่ของศูนย์การค้าทั้งหมด มากกว่า 600,000 ตารางเมตร และร้านค้ากว่า 1,000 ร้าน มีคนเข้ามาใช้บริการ150,000 คนต่อวัน ส่วนใน “ฟิวเจอร์ ซิตี้” มีคนเข้ามาใช้บริการมากกว่า 50 ล้านคนต่อปี
จากทุ่งนาในวันนั้น ถูกพลิกโฉมเป็น Gateway สำคัญของกรุงเทพฯ ตอนเหนือ เชื่อมต่อทั้งปทุมธานี อยุธยา ไปจนถึงภาคอีสาน มีฐานประชากรขนาดใหญ่ มีมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งของภาครัฐและเอกชน และเป็นหนึ่งในโซนที่มี Traffic สูงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
ไม่แปลกที่ “เซ็นทรัลพัฒนา” จะเล็งทำเลทองแห่งนี้เช่นกัน โดยค่อย ๆ ซุ่มสะสมที่ดินมานานหลายปี ก่อนจะประกาศแผน “สร้างเมืองใหม่” อย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บนพื้นที่ที่อยู่ห่างจากแลนด์แบงก์ของกลุ่มหวั่งหลีเพียง 3–4 กิโลเมตรเท่านั้น

แล้วฟิวเจอร์พาร์คจะตั้งรับกับสถานการณ์นี้อย่างไร
จิตตินันท์บอกว่า จริง ๆ รู้อยู่แล้วว่าทางเซ็นทรัลพัฒนาเข้ามาซื้อที่ดินในโซนนี้มาสักพัก เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะเปิดตัวเมื่อไหร่ แต่ก็คิด ว่าคงไม่นาน เพราะยุคนี้คงไม่มีใครถือที่ดินเฉย ๆ นาน ๆ
สำหรับเธอและครอบครัว ไม่ได้มองว่าเป็น “คู่แข่งที่ต้องเอาชนะ” เพราะการลงทุนใหม่ ๆ แบบนี้ สุดท้ายแล้วมันช่วยให้ตลาดโตขึ้น กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คนเข้ามาในพื้นที่มากขึ้น และเกิดการใช้จ่ายมากขึ้น มูลค่าที่ดินก็เพิ่มขึ้นด้วย
“ภาพมันก็เหมือนบนถนนบางนา ช่วงหนึ่งน่ะค่ะ มีโครงการเกิดขึ้นเยอะมาก แต่สุดท้ายแต่ละที่ก็มีที่ยืนของตัวเอง มีลูกค้าของตัวเอง คนก็เลือกไปตามความต้องการ”
แต่เธอยอมรับว่า ในระยะสั้น “ผลกระทบมีแน่นอน” โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ที่ผู้เล่นรายใหญ่เข้ามา นำExp erience ใหม่ ๆเข้ามาลูกค้าอาจอยากไปลองของใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่ในระยะยาว บทบาทของแต่ละศูนย์จะค่อย ๆ ชัดขึ้นเอง
“สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องรู้ให้ชัดว่าเราเป็นใคร เราไม่ได้อยากเป็นแค่สถานที่ที่คนแวะมาเป็นครั้ง ๆ แต่เราอยากเป็น “Everyday Life Hub” ที่คนมาใช้ชีวิตได้ทุกวันเพราะเมื่อมีคู่แข่งเข้ามาแล้วเราชัดเจนพอก็เป็นสิ่งที่ไม่น่ากังวล”

เธอยังบอกว่าความน่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่คู่แข่งรายใหม่ เพราะธุรกิจศูนย์การค้าแข่งขันกันมานานแล้ว เราไม่ได้แข่งแค่เรื่องพื้นที่ แต่เราแข่งกับทุกอย่างที่ลูกค้าใช้เวลาในชีวิต
นอกจาก E-Commerce แล้ว ยังมีทั้งแพลตฟอร์มเดลิเวอรี ไลฟ์คอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย ไปจนถึงคอนเทนต์และความบันเทิงต่าง ๆ ที่แย่ง “เวลา” และ “ความสนใจ” ของลูกค้าไป
ดังนั้นสิ่งที่ต้องระวังคือ “เราเข้าใจลูกค้าไม่เร็วพอ”
“วันนี้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าเราฟังไม่ทัน ปรับตัวไม่ทัน อันนี้น่ากลัวกว่า เพราะฉะนั้นเราต้องฟังลูกค้าให้เยอะ และตอบโจทย์เขาให้ได้ในทุกช่วงวัย”
ในฐานะเจ้าถิ่น สิ่งที่ ฟิวเจอร์พาร์ค ได้เปรียบ คือการเติบโตมาพร้อมกับพื้นที่และลูกค้าจริง ๆ
“ความได้เปรียบของเรา มาจากการที่เราอยู่กับลูกค้ามานาน มีข้อมูลของเขา เข้าใจเขาจริง ๆ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปแล้ว ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่ไม่ได้สร้างกันได้ในเวลาสั้น ๆ”

ต้องเร่งเปลี่ยนภาพจำเดิมของฟิวเจอร์พาร์ค
แต่เธอก็ยอมรับตรง ๆ ว่า สิ่งที่ยัง “ท้าทาย” คือภาพจำเดิมของ ฟิวเจอร์พาร์ค ที่บางคนยังติดอยู่กับอดีต ที่มองว่ามีพื้นที่ช้อปปิ้งแบบเดิม ๆ ไม่ทันสมัย ทั้ง ๆ ที่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับ lifestyle คนเมือง
“ดังนั้นจากนี้ไปเราจะสื่อสารมากขึ้น เพื่อให้คนเห็นว่าเรากำลังเปลี่ยนไปเป็นอะไร และกำลังทำอะไรอยู่บ้าง สะท้อนภาพของ ฟิวเจอร์พาร์ค ในวันนี้ให้ชัดเจนมากขึ้น”
ในโลกที่ “ความเร็ว” กลายเป็นตัวแปรสำคัญ แน่นอนการปรับตัวถ้าใช้เวลานานคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดเช่นกัน
สร้างเมืองสไตล์ฟิวเจอร์พาร์ค โตอย่างมีจังหวะ
ในวันที่ยักษ์ใหญ่ประกาศ สร้างเมือง ฟิวเจอร์พาร์คเองก็ไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดสร้างเมือง แต่ปูแผน ฟิวเจอร์ ซิตี้ มาตั้งแต่กว่า 30 ปีก่อน
วันนี้ พื้นที่กว่า 600 ไร่ ถูกพัฒนาไปแล้วเกือบ 70% ประกอบด้วยรีเทลหลักอย่าง Future Park, HomePro, Index Living Mall, Lotus’s, Big C และ Go Wholesale
กลุ่มโรงแรม ได้แก่ Novotel, Mercure (เตรียมเปิดปี 2028), Hop Inn รวมถึง Rangsit Residence และอพาร์ตเมนต์กว่า 600 ห้อง
มีโรงพยาบาลเปาโล และโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ขณะที่ไลฟ์สไตล์ครบทั้งโซนร้านอาหาร ศูนย์บริการรถยนต์ และ Entertainment เช่น Major และ Future Arena ที่ปัจจุบันมี สนามแบดมินตัน 18 คอร์ท และสนามฟุตบอล 6 สนามพร้อมแผนเพิ่มสนามเทนนิสและพิคเคิลบอลในปี 2027
รวมถึง “ตลาดรังสิต” ขนาดใหญ่กว่า 1,300 แผง
ในส่วน Rangsit Business Park แบ่งออกเป็น 3 เฟส ปัจจุบันกำลังพัฒนาเฟส 2 (เปิด Q4/2026 ) เฟส 3 คาดว่าเปิดปี 2029
ขณะที่โครงการในอนาคต เตรียมต่อยอดสู่ International School, Wellness และ Branded Serviced Apartment
ภาพของฟิวเจอร์พาร์ควันนี้ จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “รีเทล” แต่กำลังขยับไปสู่พื้นที่ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนทุกวัย รวมถึงต้องการเปิดรับโอกาสจากพาร์ทเนอร์ใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดให้เมืองนี้เป็นเมืองสำหรับคนทุกกลุ่ม

สุดท้ายจิตตินันท์บอกว่า เหนือแผนทั้งหมด คือวิธีคิดที่ไม่ยึดติด
“เราบอกทีมเสมอว่า โลกเปลี่ยนเมื่อไหร่ เราต้องขยับตามทันที ไม่ว่าจะเป็นสงคราม หรือต้นทุนน้ำมันที่ผันผวน ธุรกิจนี้คือเรื่องของ ‘Adaptability’ ความยืดหยุ่นไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องมีตลอดเวลา เพราะเราอยู่ใกล้ผู้บริโภคเราต้องบาลานซ์ทั้งลูกค้าและพาร์ทเนอร์ และคิดล่วงหน้าเสมอว่า ถ้าวันหนึ่งสถานการณ์เปลี่ยน เราจะเติมอะไรเข้าไป เราจะหยุดอะไร เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้”
วันนี้ DNA การทำงานของตระกูลหวั่งหลี ยังถ่ายทอดมาถึงทายาทรุ่นที่ 5 อย่างชัดเจน พวกเขาเลือก “โตช้าแต่มั่นคง” ไม่ไล่ตามกระแส
และตัดสินใจลงทุนตามดีมานด์จริง เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภาวะ Oversupply
ซึ่งวิธีคิดนี้เองทำให้เธอมั่นใจว่าผู้ชนะในเกมธุรกิจยุคใหม่ อาจไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด แต่คือคนที่ “รู้จังหวะของตัวเอง” และพร้อมปรับทิศทางให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญต้องฟังเสียงลูกค้าให้ทัน
