หากมองไปยังเส้นทางของ “ตลาดพัดลมในประเทศไทย” ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ถือเป็นเซกเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดและเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Appliances) โดยเป็นตลาดที่อยู่ในสภาวะอิ่มตัว (Mature Market) แต่มีอุปสงค์คงที่อย่างต่อเนื่อง

| ตลาดพัดลม 8,000 ล้าน ซัมเมอร์นี้
แบรนด์ไหน ๆ ก็อยากเป็น “Fan” ที่รู้ใจ |
||
| ปี ค.ศ. | มูลค่าตลาดพัดลมในไทยโดยประมาณ / ล้านบาท | สภาวะตลาดและปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ |
| 2021 | 7,000 | ตลาดทรงตัว ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย |
| 2022 | 7,000 | สภาพตลาดยังคงอิ่มตัว ยอดขายหลักมาจากรอบการซื้อเพื่อทดแทนเครื่องเดิมที่ชำรุด |
| 2023 | 7,200 | ตลาดเริ่มฟื้นตัว หลังแบรนด์ต่าง ๆ ผลักดันสินค้าที่มีดีไซน์ทันสมัยและฟังก์ชันใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ |
| 2024 | 7,500 | การแข่งขันเริ่มขยับออกจากสงครามราคาไปสู่กลุ่มสินค้าพรีเมียม พัดลมดีไซน์มินิมอล และพัดลมพกพา อยู่ในกระแสความต้องการอย่างสูง |
| 2025 | 8,000 | มูลค่าตลาดขยับตัวต่อเนื่องแตะ 8,000 ล้านบาท ทั้งขับเคลื่อนโดยสภาพอากาศที่ร้อน เทรนด์พัดลมประหยัดไฟ และการกลับมารุกตลาดของแบรนด์ระดับสากล |
| สัดส่วนการขาย | ||
| ห้างสรรพสินค้า / ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า 45% | ร้านค้าออนไลน์ 40.5% | ร้านค้าปลีกทั่วไป 14.5% |
| Marketeer FYI : ผู้บริโภคชาวไทยยังมีกลุ่มที่นิยมใช้งานพัดลมควบคู่ไปกับเครื่องปรับอากาศ เปิดแอร์ในอุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียส แล้วใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็น เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า พฤติกรรมนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้พัดลมยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในครัวเรือนแม้จะมีเครื่องปรับอากาศแล้วก็ตาม | ||
| ที่มา: Marketeer รวบรวม อ้างอิงบริษัทวิจัยตลาด ‘GfK’ (Growth for Knowledge), รายงานข้อมูลยอดขายรวมบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (Shopee / Lazada) และการคาดการณ์เพิ่มเติมของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาด / เมษายน 2026 | ||
มูลค่าตลาดพัดลมเคยทรงตัวอยู่ที่ระดับ 7,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2016-2020 ซึ่งเป็นยุคที่พัดลมไอเย็นเติบโตอย่างโดดเด่น ก่อนจะเข้าสู่สภาวะเติบโตแบบทรงตัว ในช่วงปี 2021-2024 จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและรอบการเปลี่ยนสินค้าซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 7-10 ปี
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา ตลาดได้ส่งสัญญาณการขยับตัวขึ้นสู่ระดับ 8,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ผสมผสานระหว่างสภาพอากาศที่ร้อนจัด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้าเร็วขึ้น เหลือเพียง 5-6 ปี
ตลอดจนความต้องการนวัตกรรมที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น เพื่อลดภาระค่าไฟในระยะยาว สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคไทยที่มีกลุ่มซึ่งนิยมใช้งานพัดลมควบคู่ไปกับเครื่องปรับอากาศ โดยใช้พัดลมช่วยกระจายความเย็นเพื่อประหยัดค่าไฟ ทำให้พัดลมยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในทุกครัวเรือน
เมื่อเราลองเจาะลึกลงไปในโครงสร้างตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก อ้างอิงบริษัทวิจัยตลาด “GfK” (Growth for Knowledge) มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ราว 18,000 ล้านบาท พัดลมคือฟันเฟืองสำคัญที่สุดด้วยสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของตลาด มูลค่าราว 8,000 ล้านบาท ก่อนตามด้วย หม้อหุงข้าวราว 4,000 ล้านบาท , เตารีดราว 2,000 ล้านบาท , กลุ่มอื่น ๆ นำโดย เครื่องทำน้ำอุ่น, ไมโครเวฟ ราว 4,000 ล้านบาท
สมรภูมิพัดลมในช่วงปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่การสู้ด้วยราคา แต่คือการแข่งขันด้านดีไซน์และฟังก์ชัน แบรนด์ต่าง ๆ เริ่มขยับตำแหน่งสินค้าจากแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป สู่การเป็นเฟอร์นิเจอร์และสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่อาศัยในคอนโดมิเนียมและชื่นชอบการแต่งบ้าน
ผู้นำตลาดที่ครองส่วนแบ่งสูงสุดแบบเบ็ดเสร็จอย่างแบรนด์สัญชาติไทย “ฮาตาริ” (Hatari) ซึ่งมีแชร์ราว 70-80% ของตลาดรวม มีจุดแข็งที่ทำให้เป็นผู้นำมาตลอด 35 ปี คือการผลิตแบบครบวงจร ทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดีเยี่ยม
แต่เมื่อตลาดเริ่มอิ่มตัว ฮาตาริได้ใช้กลยุทธ์ปรับโฉมการออกแบบสินค้าใหม่ทั้งหมดมาตั้งแต่ปี 2020 การออกแบบใหม่นี้เน้นความเรียบง่ายสบายตา เพิ่มความโค้งมน ใช้สีโทนอ่อนละมุน รวมถึงเปลี่ยนมาใช้เนื้อสัมผัสแบบด้าน เพื่อเปลี่ยนภาพจำจากพัดลมพลาสติกที่มีสีสันสะดุดตาในอดีตไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อยู่อาศัย ซึ่งเข้ากันได้กับรูปแบบการใช้ชีวิตและวิถีชีวิตของผู้คนทุกช่วงวัย
ฮาตาริยังมีการทำการตลาดโดยหยิบ ‘อินไซต์แบบไทย ๆ’ เช่น การเปิดพัดลมไล่ควันหมูกระทะ หรือเปิดเป็นเพื่อนสัตว์เลี้ยง มาพัฒนาเป็น พัดลมตั้งโต๊ะ 12 นิ้ว รุ่นใหม่ที่ใช้มอเตอร์ทนทานขึ้นและทำความสะอาดง่ายแบบไม่ต้องใช้ไขควง
ทางฝั่งของ “ชาร์ป” (SHARP) แบรนด์ข้ามชาติญี่ปุ่น ภายใต้การดูแลของ กรุงไทยการไฟฟ้า ครองส่วนแบ่งตลาดพัดลมเป็นอันดับ 2 ที่ประมาณ 20-21% โดยในช่วงปีที่ผ่านมา ชาร์ปได้งัดกลยุทธ์รีแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี ทุ่มงบการตลาดกว่า 60 ล้านบาท ชาร์ปเลือกสร้างการรับรู้กับผู้บริโภคด้วยการชูจุดแข็งเรื่องความทนทานผ่านแคมเปญ ‘สวย ถึก ทน สู้เท้า’ พร้อมยกระดับความมั่นใจด้วยการรับประกันทุกชิ้นส่วนยาวนานถึง 3 ปี นอกจากนี้ยังเปิดตัวพัดลม 18 นิ้วดีไซน์โมเดิร์นเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยตั้งเป้าที่จะรักษาระยะห่างจากอันดับ 3 ให้มากขึ้น และขยับเข้าไปใกล้เบอร์หนึ่งให้ได้ต่อเนื่อง
อีกความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาที่สุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา คือการกลับมาบุกตลาดพัดลมเต็มตัวอีกครั้งของ “ทีฟาล์ว” (Tefal) แบรนด์สัญชาติฝรั่งเศสภายใต้การบริหารของ กรุ๊ป เอสอีบี (ประเทศไทย) ซึ่งเลี่ยงสงครามราคากลุ่มแมสแล้วมุ่งตรงสู่พรีเมียมเซกเมนต์ทันที Tefal เปิดตัวโครงการส่งเสริมการขายภายใต้ชื่อ “แฟนใหม่แห่งชาติ” พร้อมนวัตกรรมพัดลม 7 ใบพัดที่ให้ลมแรงแต่เงียบ และยังใช้กลยุทธ์การนำของเก่ามาแลกซื้อของใหม่ เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องใช้งานได้รวดเร็วยิ่งขึ้นในช่วงฤดูร้อน โดยให้น้ำหนักกับการตลาดผ่านออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกลุ่มคนเมือง
ในขณะเดียวกัน ทิศทางของตลาดพัดลมช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมา ยังถูกขับเคลื่อนด้วยความคึกคักของเซกเมนต์ ‘พัดลมพกพา’ ที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเพื่อตอบรับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ แต่สมรภูมินี้ก็ยังต้องเผชิญกับคลื่นสินค้าทะลักจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการรุกคืบของแบรนด์จากจีนที่หันมาเจาะตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็กอย่างเต็มตัว
มูฟเมนต์นี้ส่งผลให้แบรนด์ผู้นำตลาดต้องเร่งขยับตัวลงมาเจาะพื้นที่ใหม่ ๆ เช่น ฮาตาริ ที่เสริมทัพด้วยผลิตภัณฑ์พัดลมพกพา ควบคู่กับการใช้กลยุทธ์ดึงดูดกลุ่มแฟนด้อม อย่างการออกพัดลมพกพาสีพิเศษสำหรับแฟนคลับศิลปินเกาหลีโดยเฉพาะ
ภาพรวมตลาดพัดลมหลังจากนี้ จึงสะท้อนชัดเจนว่า แม้จะเป็นสินค้าที่ตัดสินใจซื้อง่ายแบบ Plug & Play แต่แบรนด์ต่าง ๆ ได้ขยับไปไกลกว่าแค่การขายความเย็น แต่ใช้กลยุทธ์ Emotional Marketing สร้างภาพลักษณ์ให้พัดลมเป็นเหมือนของแต่งบ้านหรือสินค้าไลฟ์สไตล์ในกลุ่มสำหรับใช้งานพกพา
ซึ่งต่อเนื่องมาสู่การแข่งขันของแต่ละแบรนด์ในช่วงฤดูกาลขายซัมเมอร์นี้ ที่จะตั้งอยู่บนแกนของนวัตกรรมที่นำเสนอคู่กับรสนิยม โดยจะช่วยผลักดันให้ตลาดพัดลมที่อิ่มตัว กลับมามีสีสันและเติบโตได้ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ
