หากใครติดตามวงการอินฟลูเอนเซอร์ คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ซุง” และ “ซ้อก้าด” สองผู้ก่อตั้งแบรนด์ Love Potion 

ทั้งคู่เคยลองทำเครื่องดื่มแบรนด์ของตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่งในชื่อ “Lovely Drink” เป็นน้ำเปล่าแต่งกลิ่นผลไม้ ไม่หวาน ไม่มีรสชาติ

แต่แค่ 4 เดือน ก็ต้องหยุดการผลิต

จุดเริ่มต้นของ Lovely Drink มาจากการที่ซุงเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น แล้วได้ชิมน้ำเปล่าแต่งกลิ่นผลไม้ที่ขายดีในตลาดท้องถิ่น

ซุงชอบมาก อยากลองทำที่เมืองไทยบ้าง ก็เลยกลับมาลงมือทำ

แต่สิ่งที่ญี่ปุ่นทำได้ดีไม่ได้แปลว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีในบ้านเราเสมอไป

ปัญหาที่เจอมีสองด้านพร้อมกัน

ด้านแรกคือ “ต้นทุนและค่าใช้จ่ายแฝง” ที่หนักกว่าที่คิด 

ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับขนส่ง ฝาขวด สติ๊กเกอร์ และภาษีสรรพสามิต ซึ่งธุรกิจเครื่องดื่มมีต้นทุนซ่อนเร้นสูงมาก

ด้านที่สองคือเสียงจากผู้บริโภค ที่คอมเมนต์กลับมาว่า รสชาติยังไม่ชัด ไม่ถูกปาก และยังไม่สามารถเทียบกับแบรนด์อื่นในตลาดได้

ทำให้ขาดทุนไปกว่า 15 ล้านบาท

รอบสองจึงต้องเปลี่ยนเกมใหม่ทั้งหมด

กลับมาในชื่อ “Loveza” แต่คราวนี้ไม่ใช่น้ำเปล่าแต่งกลิ่นอีกต่อไป

เปลี่ยนมาเป็น “น้ำอัดลมรสผลไม้” หรือ “โซดาผลไม้” ที่บอกชัดตั้งแต่แรกว่าคืออะไร

และครั้งนี้ไม่ได้ทำคนเดียวอีกต่อไป

Loveza จับมือกับ CJ ให้เป็นพันธมิตรช่วยในการผลิตด้วย พร้อมกับดูแลเรื่องการจัดจำหน่ายและการตั้งราคา จากเดิมที่ให้ช่วยแค่การจัดจำหน่ายอย่างเดียว

ผลที่ได้คือราคาจับต้องได้ที่กระป๋องละ 18 บาท และแก้ปัญหาต้นทุนขนส่งที่เคยเป็นจุดอ่อนในรอบแรกด้วย

ตอนนี้ Loveza เริ่มมีกระแสตอบรับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน มีคนพูดถึงและออกไปหาลองกันมากขึ้น บางสาขาก็ของหมด

สัญญาณเหล่านี้บอกว่าทิศทางรอบสองดูไปได้ไกลกว่ารอบแรกมาก

.

แล้วเราเห็นอะไรจากเรื่องนี้บ้าง?

1) “การเดินทางของแบรนด์” คือเนื้อหาที่ทรงพลังที่สุดในยุคโซเชียล

ยุคนี้ผู้บริโภคสนใจและซื้อ “เรื่องราว” ที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนั้นมากขึ้น

ซุงและซ้อก้าดเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานแฟนคลับหลายล้านคนอยู่แล้ว คนที่ติดตามได้เห็นทั้งความเหนื่อย ความล้มเหลว และการลุกขึ้นมาลองใหม่

ผู้ชมก็ได้รู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางนั้นด้วย

ความรู้สึกแบบนี้เองที่เปลี่ยนจาก “ผู้ชม” ให้กลายเป็น “ผู้ซื้อ”

2) ผลิตภัณฑ์ที่ดีต้องทำให้ “ลูกค้าเข้าใจได้ทันทีว่าคืออะไร”

ปัญหาของ Lovely Drink รอบแรก ไม่ได้มีแค่เรื่องรสชาติอย่างเดียว

แต่อยู่ที่ “ความไม่ชัดเจนของสินค้า” เพราะน้ำเปล่าแต่งกลิ่นผลไม้เป็นสิ่งที่คนไทยยังไม่คุ้นชิน

ผู้บริโภคไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ต่างจากอะไรที่มีอยู่แล้วในตลาด และจะดีกว่าอย่างไร

แต่พอเปลี่ยนมาเป็น Loveza ที่บอกตรงๆ เลยว่าเป็น “น้ำซ่ารสผลไม้” ทุกอย่างก็ชัดขึ้นทันที

ลูกค้าเข้าใจสินค้าตั้งแต่ก่อนจะหยิบ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่ามาก

3) “พันธมิตรที่ใช่” แก้ปัญหาที่ทำเองไม่ได้

บทเรียนจาก Lovely Drink ทำให้รู้ว่าธุรกิจเครื่องดื่มไม่ได้ยากแค่เรื่องสูตรและรสชาติ

ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็นตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง บรรจุภัณฑ์ หรือภาษี คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจต้องเจอโจทย์ยาก นอกเหนือจากการทำของให้ถูกปากคน

การมีพันธมิตรอย่าง CJ เข้ามาช่วยผลิต ก็เหมือนได้รุ่นใหญ่เข้ามาช่วยเสริมจุดอ่อนที่พลาดไปในรอบแรก

ซุงและซ้อก้าดมีฐานแฟนและแบรนด์ 

CJ มีระบบและช่องทาง

ผลที่ได้คือสินค้าราคา 18 บาท มีความสามารถที่จะลงแข่งขันได้จริงในตลาด และต้นทุนในการผลิตลดลงจากครั้งก่อน

เรื่องของ Loveza ยังไม่จบ และยังต้องติดตามกันต่อว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน

แต่สิ่งที่ชัดเจนแล้วตอนนี้คือ การล้มแล้วลุกขึ้นมาใหม่ด้วยบทเรียนที่แตกต่างออกไป อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งที่สุด