ย้อนไปในปี 2006 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกที่เยอรมนี แฟนบอลทั่วโลกได้เห็น ‘ชากีรา’ (Shakira) ราชินีเพลงละตินชาวโคลอมเบียปรากฏตัวพร้อมท่วงท่าส่ายสะโพกอันเป็นเอกลักษณ์ในเพลง ‘Hips Don’t Lie (Bamboo)’ แม้ในขณะนั้นเธอจะมีเพลงฮิตอย่าง ‘Whenever, Wherever’ อยู่แล้ว แต่การก้าวเข้าสู่สังเวียนลูกหนังครั้งนั้น คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ถัดจากนั้นในปี 2010 ชื่อของเธอก็กลายเป็นตำนานอย่างสมบูรณ์ เมื่อ ‘Waka Waka’ ถูกปล่อยออกมาสำหรับฟุตบอลโลกครั้งแรกในทวีปแอฟริกา เพลงนี้ไม่เพียงแต่สร้างกระแสให้คนทั้งโลกขยับตาม แต่ยังยืนระยะบนชาร์ตเพลงทั่วยุโรปและอเมริกานานถึง 22 สัปดาห์ กลายเป็นต้นแบบให้เพลงฟุตบอลโลกยุคต่อมาต้องมีกลิ่นอายความคึกคักแบบละตินและเครื่องเคาะ

| Shakira ราชินีเพลงละติน ที่ FIFA ต้องเรียกกลับมา
เขย่าเศรษฐกิจเวิลด์คัพ 1.4 ล้านล้านบาท ด้วยเพลงบอลโลก |
|||
| รายได้ที่คาดการณ์ของทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2026 อยู่ที่ 3.1 แสนล้านบาท โดย FIFA ตั้งเป้าดึงดูดผู้ชมทั่วโลกกว่า 6,000 ล้านคน หรือ 3 ใน 4 ของประชากรโลก โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการใช้ดนตรีเชื่อมโยงตลาดละตินและแอฟริกา | Waka Waka (2010): มิวสิกวิดีโอจากศิลปินหญิงที่มียอดชมสูงสุดในประวัติศาสตร์บน YouTube กว่า 4,000 ล้านครั้ง และมียอดขายซิงเกิลถล่มทลาย 15 ล้านชุด โดยยังไม่มีเพลงฟุตบอลโลกเพลงไหนสามารถทำยอดขายแซงหน้าเพลงนี้ได้ | Las Mujeres Ya No Lloran World Tour (2025-2026) ของชากีรา ขึ้นแท่นเป็นทัวร์โดยศิลปินละตินที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 14,700 ล้านบาท จากการแสดง 86 โชว์ และยอดขายตั๋วรวมกว่า 3.3 ล้านใบ
โดยล่าสุด FIFA เลือกเธอกลับมาเป็นครั้งที่ 4 เพราะเป็นศิลปินที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง และสามารถดึงดูดผู้ชมทั่วโลกได้ตามเป้าหมายเชิงธุรกิจ |
|
| ทำเนียบ 4 ผลงานเพลงฟุตบอลโลกตลอด 20 ปี ของชากีรา (Shakira) | ประเทศเจ้าภาพ | ชื่อเพลงประจำทัวร์นาเมนต์ | |
| ปีที่แข่งขัน: 2006 | เยอรมนี | Hips Don’t Lie (Bamboo) | |
| 2010 | แอฟริกาใต้ | Waka Waka | |
| 2014 | บราซิล | La La La | |
| 2026 | สหรัฐอเมริกา – เม็กซิโก – แคนาดา | Dai Dai | |
| เกร็ดน่ารู้ Shakira & World Cup 2026 | |||
| ชากีรากลายเป็นศิลปินละตินคนแรกที่มีเพลงฟุตบอลโลกถึง 4 เพลง จนได้รับฉายาว่า “เปเล่แห่งดนตรีเวิลด์คัพ” | |||
| นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 วันที่ 19 กรกฎาคม ณ สนามเม็ตไลฟ์ สเตเดียม จะมีการจัดโชว์ช่วงพักครึ่งอย่างเป็นทางการครั้งแรก นำโดย ชากีรา, มาดอนน่า และ BTS โดยขยายเวลาพักครึ่งเป็น 25-30 นาที ตามรูปแบบซูเปอร์โบวล์ | |||
| ฟุตบอลโลก 2026 จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจโลกถึง 1.43 ล้านล้านบาท และสร้างงานกว่า 824,000 ตำแหน่ง ทั่วโลก ส่วนรายได้รวมของ FIFA ตลอดรอบ 4 ปี (2023-2026) ถูกปรับเป้าขึ้นสูงถึง 4.5 แสนล้านบาท | |||
| ที่มา: Marketeer รวบรวม, พฤษภาคม 2026 | |||
มาในปี 2026 ชากีราในวัย 49 ปี ถูกยกย่องให้เป็น “เปเล่แห่งดนตรีเวิลด์คัพ” เพราะเธอไม่ได้เป็นเพียงนักร้อง แต่เป็นศิลปินเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถส่งเสียงเพลงของเธอให้ก้องกังวานในฟุตบอลโลกได้ถึง 4 สมัย แซงหน้าศิลปินทุกคนในประวัติศาสตร์ และพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังของดนตรีสามารถเขย่าวงการกีฬาและธุรกิจโลกได้อย่างมหาศาล
ทุบสถิติ YouTube และยอดสตรีมมิ่งระดับพันล้าน
ปัจจุบัน มิวสิกวิดีโอเพลง Waka Waka มียอดรับชมบน YouTube ทะลุ 4,000 ล้านครั้ง ถือเป็นมิวสิกวิดีโอที่ถูกรับชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของศิลปินหญิง และทำยอดขายได้มากกว่า 15 ล้านชุด
Las Mujeres Ya No Lloran World Tour (2025-2026) ทัวร์คอนเสิร์ตครั้งล่าสดของชากีรา ยังขึ้นแท่นเป็นทัวร์โดยศิลปินละตินที่ทำเงินสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 14,700 ล้านบาท จากการแสดง 86 โชว์ และยอดขายตั๋วรวมกว่า 3.3 ล้านใบ
กลยุทธ์การตลาดผ่านเสียงเพลง: เมื่อละตินผนึกแอฟริกา
การแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2026 ที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพร่วม FIFA ได้ตัดสินใจเลือกชากีราอีกครั้งสำหรับเพลงอย่างเป็นทางการที่ชื่อว่า “Dai Dai” โดยครั้งนี้เป็นการร่วมงานกับ ‘เบอร์นา บอย’ (Burna Boy) ศิลปินแอฟริกันที่มียอดสตรีมสูงสุดในโลก
มองได้ว่านี่คือการตัดสินใจเชิงพาณิชย์ที่ดึงศักยภาพจากสองตลาดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในปัจจุบัน คือ ละตินอเมริกา ที่ฟุตบอลคือชีวิต และ แอฟริกา ที่ตลาดสตรีมมิ่งเพลงกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
โดยทีเซอร์เพลงนี้ได้ถ่ายทำที่สนามมาราคาน่า สังเวียนแข้งระดับตำนาน พร้อมนักเต้นในชุดสีทีมชาติบราซิล สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา และญี่ปุ่น เพื่อเข้าถึงทุกตลาดที่ FIFA ต้องการ
บุก MetLife Stadium ปฏิวัติ Halftime Show ระดับซูเปอร์โบวล์
ประเด็นที่สร้างความตื่นเต้นที่สุดในปี 2026 คือการที่ FIFA ประกาศจัด Halftime Show ในนัดชิงชนะเลิศวันที่ 19 กรกฎาคม ณ สนามเม็ตไลฟ์ สเตเดียม โดยมี ชากีรา ขึ้นแสดงร่วมกับไอคอนป๊อปอย่าง ‘มาดอนน่า’ (Madonna) และบอยแบนด์ระดับโลกอย่าง BTS เป้าหมายคือการเฉลิมฉลองความหลากหลายของมนุษย์ผ่านดนตรีละติน, ป๊อป, เคป๊อป โดยมี ‘คริส มาร์ติน’ (Chris Martin) นักร้องนำวง Coldplay และเป็นผู้ควบคุมการผลิตโชว์
การแสดงช่วงพักครึ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งในการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กในด้านการศึกษาและฟุตบอลในกองทุน FIFA Global Citizen Education Fund
ส่วนของพิธีเปิดฟุตบอลโลก 3 แห่งทั่วอเมริกาเหนือเพื่อรองรับการแข่งขันที่กระจายตัว เริ่มวันที่ 11 มิถุนายน ณ สนามเอสตาดิโอ อัซเตกา เม็กซิโกซิตี้ ที่ส่งให้เม็กซิโกเป็นประเทศแรกที่จัดฟุตบอลโลกถึง 3 สมัย จะนำโดยศิลปิน ‘เจ บัลวิน’ (J Balvin) และ ‘เบลินดา’ (Belinda)
ตามด้วยวันที่ 12 มิถุนายน ณ SoFi Stadium ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา นำโดยศิลปิน ‘ลิซ่า’ (LISA) ที่จะสร้างประวัติศาสตร์ศิลปินไทยและ K-pop หญิงคนแรกบนเวทีเปิดร่วมกับ ‘เคที เพอร์รี’ (Katy Perry) และ ‘อนิตตา’ (Anitta)
ขณะที่สนามบีเอ็มโอ ฟิลด์ โตรอนโต ประเทศแคนาดา จะจัดพิธีเปิดในวันที่ 12 มิถุนายน นำโดยศิลปินเจ้าถิ่นอย่าง ‘ไมเคิล บูเบล’ (Michael Bublé) และ ‘อะลานิส มอริสเซตต์’ (Alanis Morissette)
เขย่าเศรษฐกิจโลกผ่านสีสันลูกหนัง
ความแรงของชากีราและแบรนด์ฟุตบอลโลก 2026 ส่งผลให้มีการประเมินว่าทัวร์นาเมนต์นี้จะสร้างรายได้ให้ FIFA ถึง 3.1 แสนล้านบาท และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโลกได้สูงถึงราว 1.4 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างงานกว่า 824,000 ตำแหน่ง
แม้แต่แบรนด์เครื่องดื่มระดับโลกอย่าง Coca-Cola และ Pepsi ก็ยังต้องขับเคี่ยวกันผ่านแคมเปญที่มีกลิ่นอายลาตินเพื่อล้อไปกับความนิยมของเพลงบอลโลก
ทั้งหมดนี้ยืนยันว่า ไม่ว่าฟุตบอลโลกจะผ่านไปกี่ปี ท่วงทำนองของชากีรา ก็ยังทำหน้าที่เชื่อมต่อผู้คนทั่วโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยก้าวข้ามผ่านเรื่องการเมือง เชื้อชาติ และความต่างทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
