ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดงาน ‘Human Insights in the AI Era’ จาก Big Data สู่ อินไซต์ ที่เข้าถึงหัวใจคนยุค AI
1.
“เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีและ AI เร่งความเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด สวนทางกับโครงสร้างประชากรไทยที่ค่อย ๆ ลดลง โลกของการขับเคลื่อนธุรกิจและการตลาดจึงไม่ใช่แค่การแข่งขันด้านนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ ‘มนุษย์’ และการทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง”
เซกชั่น ถอดรหัสผู้บริโภคดิจิทัลยุคใหม่ ทำความเข้าใจ เจนเนอเรชัน Z (14–29 ปี), อัลฟา (2–13 ปี) และเบตา (เด็กทารกที่เพิ่งเกิดจนถึงอายุ 1 ปี) โดย คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น
เรียบง่ายแต่หรูหรา ไม่คุกคามความเป็นส่วนตัว
ปัจจุบันประชากรกลุ่ม Gen Z มีสัดส่วนคิดเป็นเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศไทย ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ชอบการสื่อสารที่ยาวเยิ่นเย้อ แบรนด์และนักการตลาดจึงต้องนำเสนอเนื้อหาสาระสำคัญที่สั้น คม กระชับ ภายใต้ค่านิยมที่ว่า ‘ความเรียบง่ายคือความหรูหราใหม่’
นอกจากนี้ Gen Z ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดี ต้องการแบรนด์ที่มอบพลังบวก มีปฏิสัมพันธ์ในระดับที่พอดี และเกลียดการถูกยัดเยียดหรือโฆษณาเกินจริง
แบรนด์ต้องระลึกเสมอว่าพวกเขาไม่ชอบการขายแบบคุกคามความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบให้พนักงานเดินตามหรือซักถาม ดังที่เห็นได้จากเทรนด์ในร้านค้าไทยที่เริ่มใช้ตะกร้าแยกสี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าลูกค้าต้องการเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีพนักงานมารบกวน
ไม่ต้องเดาใจลูก ให้พุ่งเป้าไปที่ความคาดหวังของพ่อแม่
สำหรับเจนเนอเรชันใหม่อย่างอัลฟาและเบตา แบรนด์อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าเข้าใจพวกเขาดีอย่างแท้จริง เพราะแม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำ เด็กกลุ่มนี้เติบโตมาพร้อมกับข้อมูลและ AI ตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งยังคุ้นเคยกับมาตรฐานการปรับแต่งเฉพาะบุคคลเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว
กลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มนี้ คือการเบนเข็มมาทำความเข้าใจผู้ปกครอง หรือผู้ทำการตัดสินใจซื้อแทน
พ่อแม่ยุคใหม่ต้องการความมั่นใจว่าลูก ๆ จะเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ สามารถเข้าสังคมได้ และมีความโดดเด่น การออกแบบแคมเปญจึงต้องนำเสนอคุณค่าที่ไปตอบโจทย์ความคาดหวังเหล่านี้ของผู้ปกครองโดยตรง
ความอดทนลดลง แบรนด์ต้องเร็วกว่าและสร้างประสบการณ์
ด้วยสมองมนุษย์ที่ได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง ความอดทนของลูกค้าในยุคนี้จึงลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ
ปัจจุบันลูกค้าคาดหวังการตอบกลับหรือการบริการภายในเวลาเพียง 1 วินาที จากเดิมในอดีตที่เคยรอได้ประมาณ 5 นาที แบรนด์จึงต้องให้ความสำคัญกับความรวดเร็วมากกว่าความสมบูรณ์แบบ
แม้ผู้บริโภคชาวไทยเกือบ 80% จากอินไซต์การสำรวจของทรู จะมีความพร้อมในการใช้งาน AI สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ต้องไม่ลืมว่าผู้บริโภคปัจจุบันไม่ได้ซื้อเพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์ ทว่าพวกเขาตัดสินใจซื้อเพราะเรื่องราวความสัมพันธ์ ประสบการณ์ และความมหัศจรรย์ที่แบรนด์มอบให้ และลูกค้ายังยินดีที่จะจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับการประหยัดเวลา
ให้ AI เป็นผู้ช่วย แต่ใช้สัญชาตญาณมนุษย์สร้างความผูกพัน
ท่ามกลางทางเลือกที่หลากหลาย ลูกค้าพร้อมจะเปลี่ยนแบรนด์ได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ความภักดีต่อแบรนด์มีแนวโน้มลดลง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของระบบปฏิบัติการหลังบ้าน แต่คือการปฏิวัติวิธีคิดของแบรนด์
แบรนด์ต้องก้าวข้ามการทำการตลาดแบบ ‘ตีหัวเข้าบ้าน’ ที่เน้นแต่ยอดขายระยะสั้น มาเป็นการสร้างคุณค่าของแบรนด์ในระยะยาว
ถึงแม้ AI จะฉลาดและช่วยอำนวยความสะดวกได้ดีเพียงใด แต่ทักษะขั้นสูงของมนุษย์อย่างความฉลาดทางอารมณ์ ศิลปะการเล่าเรื่อง และความเข้าใจในบริบทความอ่อนไหวทางวัฒนธรรม ยังเป็นสิ่งที่ AI ไม่เข้าใจอย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญที่สุดของแบรนด์คือการเปลี่ยนจากการพูดเป็นการ ‘รับฟังให้มากพอ’ ยึดมั่นในความโปร่งใส และมีจุดยืนที่ชัดเจน เพราะหัวใจสำคัญของความสำเร็จในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล คือการผสานพลังระหว่างเทคโนโลยีอัจฉริยะกับสัญชาตญาณมนุษย์ เพื่อสร้างแบรนด์ที่เติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างยั่งยืน
2.
“ปัจจุบันโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เพียงเรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่ได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างสมบูรณ์แบบ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต แต่ยังท้าทายให้แบรนด์และองค์กรต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมดิจิทัลที่หลากหลาย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทั้งโอกาสและความกังวลของผู้บริโภคยุคใหม่”
เซกชั่น การใช้ชีวิตกับเทคโนโลยี ทัศนคติต่อเทคโนโลยี วิถีชีวิตดิจิทัล ประโยชน์และความท้าทายของ AI โดย คุณมณีณัฐฐา จิระเสวีจินดา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก NIQ หรือ NielsenIQ และ คุณวสุพจน์ กิตติทรัพย์กุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึก NIQ
ความหวังที่สวนทาง เมื่อความเจริญกำหนดความวางใจ
ทัศนคติที่มีต่อเทคโนโลยี AI ทั่วโลกมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามระดับการพัฒนาของแต่ละประเทศ ผู้บริโภคในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามอง AI เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่มาพร้อมความหวังและความตื่นเต้น โดยมีสัดส่วนการมองในแง่บวกสูงถึง 58% จากรายงานการสำรวจของ NIQ
ในทางกลับกัน กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วกลับมองเทคโนโลยีนี้ด้วยความระแวดระวัง โดยมีสัดส่วนเชิงบวกเพียง 36% เนื่องจากพวกเขาเริ่มได้รับผลกระทบจริงจากการใช้งาน โดยเฉพาะความกังวลในเรื่องการถูกแย่งงานและการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ
แบรนด์และนักการตลาดจึงต้องเข้าใจบริบทของตลาดที่เข้าไปทำธุรกิจ เพื่อเลือกใช้วิธีสื่อสารและนำเสนอเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
สมาร์ทโฟนไม่ใช่แค่มือถือ แต่คือ ‘รีโมตควบคุมชีวิต’
วิถีชีวิตดิจิทัลในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Mobile First อย่างแท้จริง ผู้บริโภคบางรายถึงขั้นให้ความสำคัญกับสมาร์ทโฟนมากกว่าคอมพิวเตอร์พกพา คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือแม้กระทั่งทรัพย์สินบางอย่างในชีวิตเสียด้วยซ้ำ
สมาร์ทโฟนได้กลายเป็น ‘รีโมตควบคุมชีวิต’ ที่จัดการทุกอย่างตั้งแต่ธุรกรรมการเงิน การช้อปปิ้งออนไลน์ ไปจนถึงการดูแลสุขภาพและเสพความบันเทิง
สำหรับประเทศไทย สมาร์ทโฟนคือสมรภูมิหลักของการใช้งาน AI ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปและนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ การทำการตลาดจึงต้องให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มบนมือถือเป็นอันดับแรก
ไม่ได้ซื้อเทคโนโลยี แต่ ‘จ้าง’ มาแก้ปัญหา
ความเร็วในการเปิดรับ AI ของผู้บริโภคขึ้นอยู่กับแนวคิดที่ AI สามารถตอบสนองกิจกรรมและแก้ปัญหาเฉพาะของแต่ละบุคคลได้อย่างตรงจุด ผู้บริโภคไม่ได้มองหา AI เพียงเพราะมันล้ำสมัย แต่พวกเขากำลัง ‘จ้าง’ AI เข้ามาทำกิจกรรมเพื่อให้เป้าหมายสำเร็จลุล่วง
ตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคชาวไทยนิยมใช้ AI ช่วยค้นหาข้อมูลและช้อปปิ้งออนไลน์สูงมาก และยังมีสัดส่วนการใช้ AI เพื่อเรียนรู้ภาษาใหม่อย่างสูง ซึ่งถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ
แบรนด์จึงควรเลิกมอง AI เป็นเพียงตัวผลิตภัณฑ์ แต่ต้องหันมามองว่าจะนำ AI มาช่วยแก้ปัญหาและตอบโจทย์งานเฉพาะด้านของผู้ใช้ได้อย่างไร
นวัตกรรมล้ำแค่ไหน ก็พ่ายแพ้ถ้าไร้ ‘ความเชื่อมั่น’
แม้ AI จะมอบประโยชน์มหาศาล แต่ความท้าทายอันดับหนึ่งที่องค์กรต้องเผชิญคือ ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย ประเด็นเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลคือความกังวลที่พุ่งสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
การนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ต้องพัฒนาและสร้างนวัตกรรมควบคู่ไปกับการสร้างความไว้วางใจเสมอ โดยต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสและสร้างมาตรฐานเชิงรุกให้ลูกค้ามั่นใจว่า ข้อมูลที่แชร์จะถูกนำไปประมวลผลอย่างปลอดภัยและไม่ถูกนำไปใช้นอกเหนือขอบเขต
ก้าวต่อไปในยุค AI ที่แบรนด์ต้องใส่ใจ
ท้ายที่สุดแล้ว การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ ไม่ใช่แค่การวิ่งตามเทรนด์ให้ทันโลก แต่คือการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ สะดวกสบาย และปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง
ความโปร่งใสและความปลอดภัยคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดความกังวลของผู้บริโภคได้ องค์กรหรือแบรนด์ใดก็ตามที่สามารถพัฒนานวัตกรรมควบคู่ไปกับการสร้างความไว้วางใจให้กับผู้ใช้งานได้ องค์กรนั้นจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริงในยุค AI อย่างยั่งยืน
3.
“ยุคที่เทคโนโลยี AI ก้าวเข้ามามีบทบาทและโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้เปลี่ยนผ่านแบบฉับพลันทันที แต่กำลังเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่อง การทำความเข้าใจอินไซต์ผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งจึงเป็นกุญแจสำคัญที่แบรนด์และนักการตลาดต้องถอดรหัส เพื่อปรับตัวไปพร้อมกับผู้บริโภค”
เซกชั่น การเอาตัวรอด ปะทะกับ การปลดปล่อยความเป็นตัวเองออกมาให้โลกเห็น เราจะเดินไปทางไหนในยุคที่มีแต่ความไม่แน่นอน โดย คุณชนิยา นาคะลักษณ์ ประธานที่ปรึกษา บริษัท โฮมรัน คอนซัลติ้ง
จริงใจ ไม่เฟค: ความ ‘เรียล’ คือเกราะป้องกันในยุค AI
เทคโนโลยีปัจจุบันเอื้อให้ AI ค้นหาข้อมูลได้ง่าย แต่ AI นั้นไร้อารมณ์ความรู้สึก ผู้บริโภคจึงโหยหาความจริงใจ และพยายามแสดงออกทางอารมณ์เพื่อยืนยันความต่างจากเทคโนโลยี
ผู้บริโภคยุคนี้กล้าเปิดเผยตัวตน กล้าแสดงความอ่อนแอหรือความล้มเหลว และเชื่อถือการรีวิวแกะกล่องจากการใช้งานจริงมากกว่าข้อมูลโปรโมต
นักการตลาดและแบรนด์จึงต้องมีความโปร่งใส และห้ามบิดเบือนข้อมูลเพื่อเอาตัวรอดเด็ดขาด หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นต้องกล้าออกมายอมรับและขอโทษอย่างสมจริง เพราะปัจจุบันมีทีมสืบโซเชียลที่พร้อมจะรวมตัวกันตรวจสอบและแหกแบรนด์ที่ไม่จริงใจได้อย่างรวดเร็ว
สำคัญที่ฉันกำหนดเอง ยกระดับสู่ Hyper Personalization
ความต้องการเป็นคนสำคัญ ยังคงเป็นค่านิยมหลัก แต่ผู้บริโภคในยุคนี้จะเป็นผู้นิยามคุณค่าความสำเร็จและความสำคัญนั้นด้วยตัวเอง โดยไม่รอให้สังคมมาตัดสิน
แบรนด์จึงต้องขยับจากการแค่เข้าใจพฤติกรรม ไปสู่ความ ‘ใส่ใจ’ ในรายละเอียดอย่างลึกซึ้ง และใช้เครื่องมือดิจิทัลยกระดับสู่การตลาดที่สามารถเข้าถึงตัวของลูกค้าได้แบบเฉพาะเจาะจง หรือ Hyper Personalization
ตัวอย่างเช่น การนำเสนอข้อมูลแบบเรียลไทม์ อย่างหน้าปก Netflix ที่คัดเลือกภาพให้ต่างกันตามความชอบของผู้ชม หรือป้ายเมนู McDonald’s ที่ปรับเปลี่ยนอัตโนมัติตามสภาพอากาศจริง
ความใส่ใจนี้ยังรวมถึงการรู้จังหวะชีวิตลูกค้า เช่น หากทราบว่าลูกค้ามีพรีเซนต์งานสำคัญ แบรนด์ก็ไม่ควรนำเสนออาหารรสจัดที่อาจเสี่ยงทำให้ท้องเสียก่อนเริ่มงาน
ตัวตนที่ลื่นไหล และสิทธิในการเลือกที่แบรนด์ห้ามตีกรอบ
ผู้บริโภคยุคใหม่เชื่อว่าตนเองมีได้หลากหลายบทบาท โดยทุกตัวตนล้วนเป็นความจริงใจ เช่น สามารถเป็นแพทย์ในเวลางาน แต่ไลฟ์ขายของหรือเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์อย่างสนุกสนานในเวลาส่วนตัวได้โดยไม่สนใจการถูกตัดสิน แบรนด์จึงควรออกแบบประสบการณ์ที่รองรับตัวตนอันหลากหลาย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและเป็นตัวเองได้เต็มที่ในทุกบทบาท
นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังต้องการสิทธิในการบริหารจัดการชีวิตตนเองอย่างมีเสรีภาพ พวกเขาเลือกใช้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยดูแลตนเอง เช่น การหาข้อมูลสุขภาพเบื้องต้นผ่าน ChatGPT หรือใช้ สมาร์ทวอชตรวจจับการนอนหลับ
ซึ่งในเรื่องที่ไม่ได้ใส่ใจ พวกเขาพร้อมเอาท์ซอร์สให้คนอื่นทำแทน แต่ในเรื่องสำคัญ พวกเขาต้องการอำนาจตัดสินใจอย่างเบ็ดเสร็จ
นักการตลาดจึงต้องมอบทางเลือกที่ยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกอย่างอิสระ และห้ามใช้เงื่อนไขหรือสัญญาผูกมัดที่เข้มงวดตึงเครียดเกินไป เพราะจะทำให้ผู้บริโภครู้สึกถูกควบคุมและวิ่งหนีออกจากแบรนด์ทันที
ปล่อยจอยเพื่อค้นหาความหมาย พื้นที่สงบในโลกที่วุ่นวาย
เมื่อก้าวผ่านเรื่องการเอาตัวรอด มนุษย์จะเริ่มตั้งคำถามเพื่อค้นหาความหมายของชีวิตว่าเกิดมาเพื่ออะไร สำหรับคนรุ่นใหม่ในไทย การค้นหาคุณค่าอาจสะท้อนผ่านความเรียบง่ายและพฤติกรรมแบบพาสซีฟ เช่น การเข้าร่วมงานนิทรรศการเพื่อนั่งเฉย ๆ ปล่อยจอย และหายใจร่วมกันใต้ร่มไม้ในสวนสาธารณะ ซึ่งถือเป็นความสงบที่พวกเขาผ่านการตกตะกอนมาแล้วว่าเป็นความหมายของชีวิตรูปแบบหนึ่ง
แบรนด์ควรเข้ามามุ่งเน้นการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้และประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้ของผู้บริโภค
เทคโนโลยีคือตัวช่วย แต่ ‘อินไซต์มนุษย์’ คือเข็มทิศ
แม้เทคโนโลยี AI จะสามารถสร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับการทำการตลาดได้อย่างมหาศาล แต่เครื่องมือเหล่านี้ก็เป็นเพียงส่วนที่เข้ามาสนับสนุนเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างกลยุทธ์เพื่อดึงดูดผู้บริโภค จะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของการทำความเข้าใจอินไซต์มนุษย์อย่างลึกซึ้งเสมอ
แบรนด์ที่ใส่ใจ ยืดหยุ่น และสามารถนำเสนอคุณค่าที่ตอบโจทย์จิตใจอันละเอียดอ่อนของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง จึงจะเป็นผู้ชนะที่สามารถรักษาความหมายของแบรนด์ไว้ได้ในระยะยาว
4.
“ภายในปี 2030 คาดการณ์ว่าระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและ AI จะมีมูลค่าตลาดทั่วโลกเติบโตมหาศาล สูงถึงกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 500 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางโอกาสและความท้าทายนี้ องค์กรธุรกิจไม่สามารถแข่งขันด้วยการพึ่งพาเพียงข้อมูลประชากรศาสตร์แบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป การทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ต้องอาศัยแนวคิดการบูรณาการระหว่างมนุษย์ ข้อมูล และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้ตอบโจทย์และคุ้มค่าที่สุด”
เซกชั่น มนุษย์, ข้อมูล และ AI: แพลตฟอร์มอัจฉริยะเชิงสร้างสรรค์ที่มีพลวัตสูงสุด โดย ดร. ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น
รู้ใจรอบด้าน 1,800 องศา
การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแบบ 360 องศาที่แบรนด์คุ้นเคยอาจไม่เพียงพอสำหรับก้าวต่อไป โลกการตลาดแห่งอนาคตต้องการการบูรณาการข้อมูลระดับ 1,800 องศา ซึ่งเป็นการนำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภค ข้อมูลเชิงพื้นที่และภูมิศาสตร์ และข้อมูลเฉพาะของแบรนด์มาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้เห็นภาพรวมของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงอย่างสมบูรณ์แบบแทนการคาดเดา
อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะเอื้อให้เราเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้รวดเร็วเพียงใด แต่เหนือสิ่งอื่นใด มนุษย์ยังคงเป็นแกนกลางสำคัญ
การใช้ข้อมูลจึงต้องดำเนินควบคู่ไปกับการตระหนักถึงจริยธรรมของ AI เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไม่รุกล้ำความเป็นส่วนตัว และมอบประโยชน์ที่แท้จริงกลับคืนสู่ผู้บริโภค
เจาะลึกอินไซต์ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือบริบทชีวิต
ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายและกรองข้อมูลไวขึ้น ข้อมูลที่มีอยู่จะสร้างความได้เปรียบก็ต่อเมื่อแบรนด์สามารถแปลงข้อมูลเชิงลึกเป็นแนวทางปฏิบัติจริง แบรนด์และนักการตลาดต้องตอบให้ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายอยู่ที่ไหน ควรจัดแคมเปญช่วงเวลาใด และเพราะเหตุใดพวกเขาจึงตัดสินใจ
Case study: ที่น่าสนใจจากงานเทศกาลดนตรี Circuit Festival Asia 2025 ที่พัทยา ได้สะท้อนภาพกลุ่มเศรษฐกิจสีสัน หรือ Pink Economy (LGBTQIA+) ที่หักล้างภาพจำเดิม ๆ ข้อมูลบริบทเชิงลึกเผยให้เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติบินตรงมาร่วมงานสูงถึง 13% จากจำนวนผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด นำโดยชาวจีนและสิงคโปร์ และมีผู้หญิงเข้าร่วมสูงถึง 20-30%
ที่เหนือความคาดหมายคือ ผู้ร่วมงานรื่นเริงกลุ่มนี้ถึง 63% มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว ซึ่งรักสุขภาพ ชอบจัดสวน ชอบงานศิลปะ และมียอดใช้จ่ายต่อมื้อกลางวันสูงกว่า 250 บาทขึ้นไป
การวิเคราะห์บริบทชีวิตเหล่านี้ ช่วยให้อุตสาหกรรมค้าปลีก ท่องเที่ยว และโรงแรม สามารถนำเสนอประสบการณ์ที่โดนใจและกระตุ้นการใช้จ่ายได้อย่างแม่นยำ
เทคโนโลยีนำทาง แต่ ‘มนุษย์’ คือหัวใจสำคัญ
การสร้างระบบ AI เชิงลึกเฉพาะอุตสาหกรรมจากฐานข้อมูลภายในประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีและเพิ่มมูลค่าเป็นทวีคูณให้แก่เศรษฐกิจไทย ซึ่งการนำแพลตฟอร์มอัจฉริยะเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ สามารถช่วยแบรนด์เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งบการตลาดได้ 5% ถึง 15%
แม้เทคโนโลยี AI จะช่วยลดระยะเวลาการผลิตงานได้เป็นสิบเท่า และเพิ่มกำลังการสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้มหาศาลถึงร้อยเท่า แต่นักการตลาดต้องไม่ลืมแก่นแท้และจุดยืนของแบรนด์ มนุษย์จะต้องปรับบทบาทมาเป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าทุกเทคโนโลยีที่ใช้นั้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคด้วยความใส่ใจและจริงใจอย่างแท้จริง
5.
“โลกการตลาดก้าวเข้าสู่ยุค Marketing 7.0 อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นยุคที่การทำการตลาดต้องหลอมรวมเข้ากับ AI อย่างสมบูรณ์แบบ แนวคิดนี้ถูกวิเคราะห์และเคาะทิศทางโดย ‘ฟิลิป คอตเลอร์’ (Philip Kotler) ปรมาจารย์ด้านการตลาดของโลก โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การใช้เครื่องมือดิจิทัลทั่วไป แต่คือการผสานพลังระหว่าง AI และสมองมนุษย์ เพื่อตอบรับความซับซ้อนของผู้บริโภค”
เซกชั่น การตลาด 7.0 สู่เทคโนโลยีและ AI โดย ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย
วิกฤตกรวยรั่ว และวันที่ลูกค้าไม่ใช่คนตัดสินใจ
ปัจจุบันธุรกิจกำลังเผชิญกับปัญหา ‘กรวยการตลาดรั่ว’ อย่างหนัก โดยอัตราการค้นหาสินค้าในต้นกรวยหดตัวลดลงเหลือเพียง 10% ขณะที่ปลายกรวยก็มีอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้าสูงถึง 75%
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือทฤษฎีเดิมที่ว่า ‘ลูกค้าคือผู้ตัดสินใจซื้อ’ กำลังสั่นคลอนและถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อระบบ AI ประจำบ้านบางเจ้า สามารถตัดสินใจเลือกแบรนด์สินค้าของกลุ่มบริษัทเจ้าของเดียวกันให้ลูกค้าแทนแบรนด์ชื่อดังในตลาดได้ทันที เมื่อผู้บริโภคสั่งให้ซื้อของใช้ทั่วไปโดยไม่ได้ระบุยี่ห้อ อย่างเช่น ถ่านรีโมต
มนุษย์ยังจำเป็น เพราะ AI เดาใจไม่ถูก
แม้ AI จะทรงพลังและฉลาดล้ำหน้าแค่ไหน แต่มนุษย์ก็ยังขาดไม่ได้เพราะ ‘AI ยังขาดอารมณ์ขัน’ ในมิติที่ลึกซึ้ง รวมถึงยังไม่สามารถคาดเดาพฤติกรรมที่แปรปรวนของมนุษย์ได้ทันที
Case study: พฤติกรรมการแกล้งให้คะแนนโรงแรมชั้นดีบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยว เพียง 2 เต็ม 10 คะแนนของผู้บริโภค พวกเขาทำไปเพื่อหลอกระบบไม่ให้คนอื่นมาแย่งจอง และสกัดไม่ให้ราคาห้องพักปรับตัวสูงขึ้นตามระบบการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามความต้องการของตลาดแบบเรียลไทม์ ซึ่งความซับซ้อนและลูกเล่นแบบนี้ จำเป็นต้องใช้มนุษย์เข้ามาช่วยชี้แนะข้อมูลให้ AI เข้าใจ
เจาะจงขั้นสุดด้วย Precision Marketing และ GEO
ทางรอดของแบรนด์ในการดึงผู้บริโภคกลุ่มน้ำดีเข้ามา คือการทำ “การตลาดแม่นยำ” (Precision Marketing) ตัวอย่างเช่น True ที่นำ AI มาช่วยวิเคราะห์และจำแนกกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดย่อยถึง 3,000 กว่ากลุ่ม เพื่อส่งมอบข้อเสนอและราคาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคลบนหน้าจอมือถือได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ แบรนด์ยังต้องเร่งปรับตัวจาก SEO ไปสู่ GEO (Generative Engine Optimization) เช่น แบรนด์เครื่องดื่ม Patrón ที่แทรกซึมเข้าไปในคำตอบของ AI ได้สำเร็จ เมื่อผู้ใช้ขอสูตรค็อกเทล AI จะแนะนำให้ใส่ Patrón Silver แทนการเรียกชื่อเครื่องดื่มเตกีล่าแบบทั่วไปอย่างแนบเนียน
ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยกลยุทธ์ “4 ล. ลิง”
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยแนะนำให้แบรนด์ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “4 ล. ลิง” เริ่มจาก ลอง (Simulate) ใช้ AI สวมบทบาทจำลองเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเพื่อทดสอบไอเดีย และ เลือก (Select) ให้ AI ประมวลผลข้อมูลเพื่อคัดเลือกราคา (Dynamic Pricing) และจัดวางรูปแบบสินค้าเฉพาะบุคคล
ตามด้วย ลด (Reduce) นำ AI มาช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนสร้างสรรค์ เช่น การสั่งให้คิดชื่อแบรนด์ 300 ชื่อภายในเวลา 10 วินาที และ ลุย (Execute Sales) โดยยกระดับ AI ให้เป็นด่านหน้าและเป็นช่องทางขายตรงที่เข้าถึงผู้บริโภคผ่าน Smart Home
สปรินต์ให้ไว เพราะ “อนาคตคือเมื่อวานนี้”
ทุกวันนี้ธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงใช้ประโยชน์จาก AI ไม่ครบทุกมิติ โดยมักจำกัดอยู่แค่การ “ลด” เวลาและแรงงานเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการเติบโต
ภายใต้คติ “อนาคตคือเมื่อวานนี้” (Future is yesterday) แบรนด์จะหยุดนิ่งหรือเดินตามเทคโนโลยีแบบช้าๆ ไม่ได้อีกต่อไป นักการตลาดต้องเร่งสปีดองค์กรแบบ Sprint เพื่อประยุกต์ใช้ AI ให้ครบทั้ง 4 ด้าน การรักษาสัมผัสความเป็นมนุษย์ (Human Touch) ไว้เคียงข้างเทคโนโลยี จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถรอดพ้นวิกฤตและครองใจผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
