ในอดีต ชื่อของ Jasmine International หรือ JAS คือภาพของธุรกิจอินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคม

แต่วันนี้  พรีเมียร์ลีกกำลังกลายเป็นหนึ่งในธุรกิจสำคัญที่สุดของ JAS

ไตรมาส 1 ปี 2569 JAS แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทมีรายได้รวม 1,527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า

แม้รายได้จะเติบโตแรง บริษัทกลับยังขาดทุนสุทธิ 726 ล้านบาท

สวนทางกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 176 ล้านบาท แม้ตัวเลขนี้จะยังดีกว่าไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขาดทุนสูงถึง 2,386 ล้านบาทก็ตาม

หากดูโครงสร้างรายได้ จะพบว่า

“ธุรกิจสื่อและคอนเทนต์” มีรายได้รวม 908 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 692% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

จากธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต วันนี้ รายได้หลักกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย “คอนเทนต์กีฬา” โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก รวมถึงการบริหารสิทธิ์ถ่ายทอดสดในเวียดนาม

ขณะที่ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีโซลูชัน มีรายได้รวม 500 ล้านบาท ลดลง 21%

ส่วนธุรกิจอื่น ๆ มีรายได้ 39 ล้านบาท ลดลง 27%

ทำไมรายได้โตแรง บริษัทจึงยังขาดทุน?

คำตอบคือ Sports Content เป็นเกมที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล

แม้ฟุตบอลระดับโลกจะสามารถดึงคนดู สมาชิก และเม็ดเงินโฆษณาได้จำนวนมาก แต่ต้นทุนของเกมนี้ก็สูงมากเช่นกัน ทั้งค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ค่าการตลาด ค่าผลิตสัญญาณ ค่าแพลตฟอร์ม ค่า distribution ฯลฯ

JAS คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกอังกฤษและเอฟเอคัพ ในไทย ลาว และกัมพูชา เป็นเวลา 6 ฤดูกาล (2025/26 – 2030/31) ด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท

ทำให้ไตรมาสที่ผ่านมา JAS มีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 1,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 174%   สะท้อนภาพของธุรกิจที่ “รายได้กำลังโตเร็ว แต่ต้นทุนก็วิ่งเร็วไม่แพ้กัน”

ที่น่าจับตา เกมนี้ไม่ได้มีแค่ JAS แต่คือ Ecosystem ตามที่ “พิชญ์ โพธารามิก” ผู้ถือหุ้นใหญ่เคยประกาศไว้

พิชญ์ยังถือหุ้นใหญ่ใน Mono Next เจ้าของช่อง MONO29 และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง MONOMAX อีกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กลุ่มธุรกิจนี้กำลังพยายามสร้าง “Sports Content Ecosystem” ในระดับภูมิภาค ตั้งแต่การซื้อลิขสิทธิ์กีฬา การกระจายผ่านแพลตฟอร์มของตัวเอง การขายสมาชิก การขายโฆษณา ไปจนถึงการบริหารสิทธิ์ในต่างประเทศ

เริ่มต่อยอดธุรกิจลิขสิทธิ์กีฬาไปสู่ระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือกับ FPT Telecom ในการบริหารสิทธิ์พรีเมียร์ลีกที่เวียดนาม เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยขยายตลาดผ่านโครงสร้างพื้นฐานและฐานลูกค้าของพันธมิตร

ขณะเดียวกัน บริษัทได้สิทธิ์คอนเทนต์ฟุตบอลทีมชาติยุโรปของ UEFA ระหว่างปี 2026–2028 เพื่อเติมคอนเทนต์ช่วงปิดฤดูกาลและรักษาฐานสมาชิก

1 พ.ค. 2569 Mono Next และ MONOMAX ได้เปิดแพ็กเกจรับชมใหม่สำหรับฤดูกาล 2026/27 เพื่อรองรับผู้ชมหลายกลุ่มและเพิ่มรายได้แบบ Subscription

เพราะวันนี้ “กีฬา Live” คือคอนเทนต์ที่คนยังยอมจ่ายเพื่อดูแบบสด

คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ

JAS จะสามารถเปลี่ยน “ต้นทุนลิขสิทธิ์มหาศาล” ให้กลายเป็น “รายได้ระยะยาว” ได้หรือไม่

เพราะสุดท้ายแล้ว ธุรกิจนี้ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคนดู แต่ต้องวัดว่า สมาชิกเพิ่มขึ้นหรือไม่ คนยอมจ่ายต่อเนื่องหรือเปล่า

โฆษณาคุ้มค่าต้นทุนไหม และบริษัทสามารถต่อยอดสิทธิ์กีฬาไปสู่ธุรกิจอื่นได้มากแค่ไหน

แต่ยังรวมถึง “ประสบการณ์การรับชม” ที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการแข่งขันในยุค Streaming

เพราะหลัง JAS ได้ลิขสิทธิ์ใหม่ ตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26 เป็นต้นมา

ช่องทางหลักเปลี่ยนมาเป็น MONOMAX (แพลตฟอร์มหลัก), MONO29 (บางแมตช์/ฟรีทีวี) และ AIS PLAY (พันธมิตร distribution)

ความท้าทายคือ พิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มใหม่จะให้ประสบการณ์ได้ดีพอ เมื่อเทียบกับเจ้าตลาดเดิมอย่าง TrueVisions

ที่ผ่านมา การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกยังมีเสียงสะท้อนจากผู้ชมในบางเรื่อง เช่น ความล่าช้าในการตัดไฮไลท์ คุณภาพระบบ หรือประสบการณ์การใช้งานในบางช่วงเวลา

หาก JAS สามารถบริหารทั้งเรื่องคอนเทนต์ ระบบ และประสบการณ์ผู้ชมได้ดี ก็อาจช่วยเปลี่ยนพรีเมียร์ลีกจาก “ต้นทุนมหาศาล” ให้กลายเป็น “ฐานรายได้ระยะยาว” ได้จริง

เพราะพรีเมียร์ลีกไม่ใช่แค่ลูกบอลกลม ๆ แต่คืออนาคตของ JAS