Apple เพิ่งเปิดตัวมาสคอตสีฟ้าขาวหัวโตสุดน่ารักในชื่อ Little Finder Guy เพื่อใช้ในแคมเปญผ่านโซเชียลมีเดียสำหรับการเปิดตัวแล็ปท็อปรุ่นใหม่ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับดีมากโดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z 

ด้าน Microsoft ได้มีการถอดบทเรียนจากความล้มเหลวของ Clippy ในอดีต โดยได้เปิดตัวมาสคอตใหม่ในชื่อ Mico ซึ่งมีลักษณะเป็นหยดน้ำยิ้มแย้มมาเพื่อเป็นตัวแทนของ Copilot เอไอที่พัฒนาขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันอยู่พอสมควร 

Microsoft เน้นระบุว่า Mico ออกแบบมาเพื่อสร้างความอบอุ่นและทำให้การสนทนาด้วยเสียงกับเอไอ รู้สึกเป็นธรรมชาติและลดความเกร็งของผู้ใช้งานลงได้จริง 

ส่วนก่อนหน้านี้ Duolingo ก็หันมาใช้มาสคอตนกฮูกสีเขียวชื่อ Duo ที่กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ใน TikTok จนมีผู้ติดตามกว่า 20 ล้านคน 

การหันมาใช้มาสคอตน่ารักของค่ายเทคเหล่านี้มีที่มา โดยข้อมูลจากการสำรวจเมื่อปี 2019 พบว่า แบรนด์ที่ใช้วิธีนี้จะมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากกว่าแบรนด์ที่ไม่ใช้ถึง 37% เพราะมาสคอตทำหน้าที่เป็นทั้งตัวแทนของแบรนด์และยังเพิ่มความเป็นมิตรอีกด้วย

ซึ่งอย่างหลังกำลังทวีความจำเป็นในปัจจุบัน โดยนักจิตวิทยาวิเคราะห์ว่า การฟื้นคืนชีพของมาสคอตในกลุ่มบริษัทบิ๊กเทค เกิดขึ้นพร้อมๆ กับวิกฤตความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ 

ในวันที่ผู้คนเริ่มกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว การผูกขาด และอำนาจหรือการคุกคามของเอไอ ดังนั้นการใช้มาสคอตสุดน่ารักจึงอาจถูกมองว่าเป็นเกราะป้องกันหรือการเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นปัญหาต่างๆ และช่วยให้ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้น 

ทว่าในอีกมุมหนึ่งก็น่ากังวล เพราะเมื่อมาสคอตเหล่านี้ถูกรวมเข้ากับเอไอที่สามารถจดจำข้อมูลส่วนบุคคลและโต้ตอบกับเราได้แบบตัวต่อตัว แบรนด์ก็ใช้ความน่ารักมาเป็นเครื่องมือในการโน้มน้าวใจหรือจูงใจให้เราทำในสิ่งที่บริษัทต้องการโดยที่เราไม่รู้ตัว 

เทรนด์การใช้มาสคอตยังมีให้เห็นในธุรกิจสำนักพิมพ์ โดยสำนักพิมพ์ Penguin ที่นำสัญลักษณ์นกเพนกวินอายุกว่า 90 ปีมาวาดใหม่ให้มีชีวิตชีวาและสร้างรอยยิ้มเมื่อพบเห็น 

การกลับมาของมาสคอตในโลกยุคดิจิทัลไม่ใช่เพียงเรื่องของแฟชั่นหรือการออกแบบกราฟิก แต่มันคือการปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดในยุคที่ความไว้วางใจมีค่าอย่างมาก 

ดังนั้น มาสคอตจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความซับซ้อนของเทคโนโลยีกับความใส่ใจของคน 

ทว่าก็ยังมีความท้าทายอยู่ นั่นคือการพิสูจน์ว่า ภายใต้ความน่ารักและเป็นมิตรนี้บริษัทมีความโปร่งใสและจริงใจต่อผู้บริโภคมากเพียงใด 

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความน่ารักอาจดึงดูดสายตาได้ในครั้งแรก แต่ความไว้วางใจที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมขององค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริงเท่านั้น 

ทั้งนี้มาสคอตถูกนำมาใช้ทางการตลาดเพื่อเป็นตัวแทนของแบรนด์หรือองค์กรมาตั้งแต่ช่วงยุค 60 โดยมาสคอตมี 3 ประเภทคือ สัตว์ สิ่งของ และคาแรกเตอร์ลักษณะเฉพาะ โดยประเภทหลังมีให้เห็นกันมากที่สุด 

วงการที่ใช้มาสคอตกันมากที่สุดคือ กีฬา เห็นได้จากทีมและสโมสรในลีกใหญ่ๆ ของหลายประเทศต่างมีมาสคอต รวมไปถึงการที่ฟุตบอลโลก 2026 มีการใช้มาสคอตถึง 3 ตัว 

ส่วนประเทศที่ใช้มาสคอตกันแพร่หลายที่สุดคือ ญี่ปุ่น ยืนยันได้จากแทบทุกจังหวัดมีมาสคอตประจำจังหวัด ซึ่งหนึ่งในมาสคอตประจำจังหวัดญี่ปุ่นที่โด่งดังที่สุดคือ มาสคอตที่ชื่อ “คุมามง” ของจังหวัดคุมาโมโตะ 

โดยมีการประเมินว่า เงินที่สะพัดในการทำตลาดผ่านมาสคอตของญี่ปุ่นนั้นมากถึงปีละ 10,000 ล้านเยน (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) 

สำหรับคำว่ามาสคอตมาจากละครเวทีเรื่อง La Mascotte (ลา มาสก๊อต) ของฝรั่งเศสในปี 1880 ซึ่งนางเอกของเรื่องพาสิ่งดีๆ มาให้คนที่อยู่ใกล้ จนตัวละครในเรื่องเรียกเธอว่าตัวนำโชค 

ละครเวทีเรื่องนี้แสดงมากถึง 472 รอบ จากนั้นก็ดังไปทั่วยุโรป และข้ามมายังสหรัฐฯ จนต่อมาคำว่า มาสคอตปรากฏในภาษาอังกฤษ หมายถึงผู้ที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์แทนกลุ่มคนและใครอยู่ใกล้แล้วจะโชคดี หรือตัวนำโชค และถูกนำมาใช้ในแวดวงการตลาดกันอย่างแพร่หลายนั่นเอง / bbc