สถานการณ์ในตะวันออกกลางสร้างผลกระทบมหาศาลจนประเทศส่วนใหญ่ในโลกเกิดวิกฤตพลังงาน แต่ในทางกลับกันกลับกลายเป็นผลดีต่อสหรัฐฯ และถือเป็นการสร้างสถิติใหม่ที่สูงสุดนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย

ยอดส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 5.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือว่าสูงสุดในรอบ 7 เดือน และหากมองย้อนกลับไปในระดับรายปี จะถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว

ยังมีข้อมูลระบุด้วยว่า ผู้ซื้อจากฝั่งยุโรปนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ไปถึง 47% ของยอดส่งออกทั้งหมด โดยมีประเทศอย่างเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นลูกค้ารายใหญ่ แม้แต่ประเทศที่แทบไม่เคยซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ อย่างกรีซและตุรกี ก็ได้เริ่มสั่งจองเที่ยวเรือเป็นครั้งแรกในรอบปี

ขณะที่ฝั่งเอเชียมียอดการนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็น 37% นำโดยญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มว่าออสเตรเลียจะหันมาซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ เช่นกัน เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานจนนายกรัฐมนตรีต้องออกเดินทางไปต่างประเทศเพื่อเจรจาขอซื้อน้ำมัน

ต้นเหตุหลักที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือ วิกฤตสงครามระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งทำหน้าที่เป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดพลังงานโลกเกิดการชะงักงันครั้งยิ่งใหญ่ การข่มขู่คุกคามเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ที่ลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1 ใน 5 ของความต้องการโลกได้หยุดชะงักลง

ดังนั้น เมื่อแหล่งอุปทานหลักในตะวันออกกลางไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ โรงกลั่นในเอเชียและยุโรปที่เคยพึ่งพาน้ำมันจากแหล่งนี้จึงตกอยู่ในสภาวะจำเป็นต้องมองหา “ทางรอด” ใหม่ และน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็ทวีความสำคัญขึ้นมาในช่วงวิกฤตเช่นนี้

นอกจากวิกฤตพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางแล้ว ส่วนต่างของราคาน้ำมัน (Price Spread) ยังเป็นตัวเร่งให้การตัดสินใจง่ายขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงกว่าน้ำมัน WTI ของสหรัฐฯ ถึงกว่า 20 ดอลลาร์ (ประมาณ 638 บาท) ต่อบาร์เรล ซึ่งแม้จะทำให้ค่าขนส่งข้ามทวีปแพงขึ้น แต่น้ำมันสหรัฐฯ ก็ยังมีราคาจูงใจมากกว่าน้ำมันจากแหล่งอื่นที่ราคาทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 4,786 บาท) ไปแล้วในบางตลาด

อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการส่งออกก็มาพร้อมกับข้อจำกัดที่ท้าทาย โดยนักวิเคราะห์เตือนว่าสหรัฐฯ กำลังเข้าใกล้ “เพดาน” การส่งออกที่ประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านความจุของท่อขนส่งน้ำมันไปยังท่าเรือ รวมถึงจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (Supertankers) ที่เริ่มขาดแคลนและมีค่าเช่าเหมาลำพุ่งสูงขึ้น ทุกบาร์เรลที่เพิ่มขึ้นนับจากนี้จะเต็มไปด้วยต้นทุนโลจิสติกส์ที่มหาศาลขึ้นเรื่อยๆ

การพุ่งขึ้นของยอดส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางการผลิต แต่คือดัชนีชี้วัดความปั่นป่วนของโลกที่พยายามดิ้นรนเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ดังนั้นการกลับมามีบทบาทนำในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกในระดับที่ไม่ได้เห็นมาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเครื่องยืนยันว่า ดุลอำนาจด้านพลังงานได้เปลี่ยนไปแล้ว

และตราบใดที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง สหรัฐฯ จะยังคงเป็น “ที่พึ่งสำคัญ” ที่คอยพยุงให้เศรษฐกิจของเอเชียและยุโรปก้าวข้ามวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนี้ไปได้ / cna