ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา Soft Power ของเกาหลีใต้ในวงการคอนเทนต์ทรงพลังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่แค่นักแสดงหรือตัวบทอีกต่อไป แต่ได้มี “กรุงโซล” เมืองหลวงของประเทศเพิ่มเข้ามาด้วย 

กรุงโซลได้ยกระดับจากฉากในบางช่วงบางตอนของหนังหรือซีรีส์ ไปเป็นฉากของทั้งคอนเทนต์ หรือเวทีแห่งการเล่าเรื่อง (Narrative Platform) ที่ทีมผลิตคอนเทนต์ต่างประเทศทั้งจากทั้งฮอลลีวูด อินเดีย และละตินอเมริกา ต่างมุ่งหน้ามาใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นหัวใจสำคัญในการเล่าเรื่อง

ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงคลื่นเกาหลี (Hallyu) ที่ได้พัฒนาสู่เวอร์ชันที่ 3 (Hallyu 3.0) ซึ่งโซล รวมถึงเมืองอื่นๆ ของเกาหลีใต้ ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่เป็นสัญลักษณ์เชิงอารมณ์ที่เชื่อมโยงความรู้สึกของผู้คนหลายประเทศเข้าด้วยกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน 

ตัวอย่างชัดเจนล่าสุดคือ หนังดราม่าคอมเมดี้จากอินเดียเรื่อง “Made in Korea” ที่ครองแชมป์บน Netflix ทั่วโลก โดยหนึ่งในฉากที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณคลองชองเกชอน 

ผู้กำกับ รา คาร์ทิก ได้เผยว่า ไม่ได้เลือกที่นี่เพียงเพราะความสวยงาม แต่เพราะประวัติศาสตร์ของชองเกชอนคือการฟื้นฟู โดยสายน้ำที่เคยหายไปให้กลับมาไหลเวียนอีกครั้ง เปรียบเสมือนตัวละครเอกที่ต้องเยียวยาบาดแผลในใจและสร้างชีวิตใหม่ในดินแดนที่ห่างไกลบ้าน 

ซึ่งก็เชื่อมโยงกับการฟื้นฟูคลองแห่งนี้จากทางน้ำที่เต็มไปด้วยมลพิษให้ใสและสวยงามถึงขั้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิต 

การเล่าเรื่องในลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ผลิตคอนเทนต์ต่างชาติ เริ่มเข้าใจและสามารถตีความ “จิตวิญญาณของพื้นที่” ในเกาหลีใต้มาผสมผสานกับเนื้อเรื่องได้อย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น 

มีข้อมูลน่าสนใจที่ย้ำความสำเร็จนี้ โดยเมื่อปี 2025 มีกองถ่ายทำคอนเทนต์จากต่างประเทศรวม 31 เรื่อง เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนหน้า และหากมองย้อนกลับไปในรอบ 10 ปี พบว่ามีสถิติพุ่งสูงขึ้นถึง 83% ซึ่งในจำนวนนี้มีแพลตฟอร์มและค่ายคอนเทนต์ดังระดับโลกอย่าง Netflix, Disney+ และ Paramount รวมอยู่ด้วย 

ส่วนในปี 2026 มีคอนเทนต์ Netflix ถึง 3 เรื่อง คือ หนัง Made in Korea, ซีรีส์อเมริกัน XO, Kitty และ รายการเรียลลิตี้ My South Korea Boyfriends จากบราซิล ที่เกือบทั้งเรื่องถ่ายทำในเกาหลีใต้ 

ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ในเกาหลีใต้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 24.08 ล้านล้านวอน (ประมาณ 524,000 ล้านบาท) 

ความนิยมของกรุงโซลในการเป็นฉากหลังที่ทีมทำคอนเทนต์ต่างชาติอยากมานั้น มาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ 

ปัจจัยแรกคือ “ความแปลกใหม่ที่คุ้นเคย” โดยเมื่อเทียบกับนิวยอร์กของสหรัฐฯ ที่ถูกใช้งานจนช้ำ หรือโตเกียวที่อาจดูแปลกแยกเกินไปสำหรับชาวตะวันตก แต่โซลกลับนำเสนอภาพลักษณ์เมืองที่ทันสมัยแต่ก็พร้อมเปิดรับชาวต่างชาติ 

ปัจจัยที่สองคือแรงหนุนจากกระแส K-Wave ที่เข็มแข็ง ทั้งจากการกลับมาของวง BTS หรือซีรีส์ระดับโลกอย่าง Squid Game 

ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือการเปลี่ยนแปลงของขั้วอำนาจด้านคอนเทนต์บันเทิงที่ส่งผลให้คนรุ่นใหม่หันมามองเกาหลีใต้ในฐานะดินแดนแห่งโอกาสและความฝันผ่านผลงานอย่าง XO, Kitty หรือรายการเรียลลิตี้จากบราซิล 

นอกจากแสงสีในเขตเมืองแล้ว เสน่ห์อีกด้านที่กำลังกลายเป็น Soft Power ใหม่คือ ภูเขาท่ามกลางตึกสูงเสียดฟ้า 

ภูเขากวานักและภูเขาบุคฮันได้กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 2 ล้านคนในปีที่ผ่านมา ซึ่งเทียบเท่ากับจำนวนแฟนคลับที่เข้าชมคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ของวงระดับโลก 

ความน่าสนใจอยู่ที่ชาวต่างชาติไม่ได้มาเกาหลีใต้เพื่อตามรอยศิลปินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสัมผัสความสงบเงียบและความอิสระที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางเมืองที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว 

“ความปัง” ของกรุงโซล ชี้ให้เห็นว่า เมืองหลวงเกาหลีใต้ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเป็นเพียงเมืองหลวงของประเทศหนึ่ง สู่การเป็นหมุดหมายใหม่ที่ผู้คนทั่วโลกสามารถใช้พื้นที่เล่าคอนเทนต์ และการเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งค้นพบตัวเอง 

มนต์เสน่ห์ของเมืองนี้ไม่ใช่เพียงภาพลวงตา แต่เป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมบันเทิงยุคใหม่ ที่ซึ่งกองถ่ายทำคอนเทนต์ต่างประเทศและวัฒนธรรมท้องถิ่นบรรจบกันเพื่อสร้างเรื่องราวที่โดนใจผู้ชมในตลาดโลก 

ดังนั้นตราบใดที่กรุงโซลยังคงรักษาความสมดุลระหว่างความล้ำสมัยและความเงียบสงบไว้ได้ เมืองแห่งนี้จะยังคงทำหน้าที่เป็นเวทีหลักที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คนในระดับทั่วโลกต่อไปได้อีกนาน ขณะที่เมืองในสหรัฐฯและญี่ปุ่นกำลังเสื่อมความนิยมลงไป / koreatimes