อีกไม่ถึง 100 วันจากนี้ แฟนฟุตบอลทั่วโลกก็จะได้ร่วมลุ้นร่วมเชียร์ฟุตบอลโลกกันอีกครั้ง โดยแม้ฟุตบอลโลก 2026 จะเต็มไปด้วยความแปลกใหม่ทั้งในเรื่องจำนวนประเทศเจ้าภาพ จำนวนทีมชาติ และกฎต่างๆ แต่ก็เกิดดราม่าใหญ่ขึ้น 

นั่นคือกรณีของอิหร่าน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าที่สุดแล้วอาจต้องถอนตัวจากความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และอาจมีโอกาสที่จะเจอกันในการแข่งรอบ 32 ทีม 

รวมไปถึงการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอให้ FIFA ดึงอิตาลี แชมป์ 4 สมัยที่ไม่ได้ผ่านเข้ามาแข่งฟุตบอลโลก 3 สมัยติดกันเข้ามาแข่งแทน หากท้ายที่สุดอิหร่านถอนตัวไป 

แม้อิหร่านยืนกรานว่าจะไปร่วมแข่งขัน และอิตาลีไม่ขอเข้าไปแข่งแบบ “เสียบแทน” เพื่อรักษาศักดิ์ศรีแชมป์หลายสมัย แต่นี่ก็ทำให้การถอนตัวของฟุตบอลทีมชาติกำลังถูกจับตามอง ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้นในฟุตบอลโลก 

อุรุกวัย – ฟุตบอลโลก 1934

หลังฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 จบลง อุรุกวัยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เป็นประเทศแรกของโลก และภูมิใจยิ่งขึ้นไปอีกเพราะเป็นประเทศเจ้าภาพจัดการแข่งขันอีกด้วย

ทว่าฟุตบอลโลกครั้งต่อมาในปี 1934 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ อุรุกวัยกลับไม่ไปป้องกันแชมป์ โดยสาเหตุหลักไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องของ “ศักดิ์ศรีของประเทศ”

เนื่องจากในฟุตบอลโลกครั้งแรกที่อุรุกวัยเป็นเจ้าภาพ บรรดาชาติยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายประเทศปฏิเสธที่จะเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาร่วมแข่งด้วยความลำบาก 

ดังนั้นอุรุกวัยจึงใช้โอกาสนี้ “เอาคืน” โดยการไม่ส่งทีมไปยังอิตาลี ส่งผลให้ทัวร์นาเมนต์ครั้งนั้นขาดความสมบูรณ์แบบเพราะขาดทีมที่เก่งที่สุดในโลก ณ ขณะนั้นไป 

ด้าน FIFA ไม่ได้เลือกทีมอื่นเข้ามาเสียบแทน ทำให้ฟุตบอลโลกปี 1934 มีทีมชาติที่เข้าร่วมแข่งขัน 16 ทีม

ออสเตรีย – ฟุตบอลโลก 1938 

เว้นไป 4 ปี ฟุตบอลโลกก็กลับมาจัดอีกครั้ง โดยฝรั่งเศสได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน แต่ก็เกิดเหตุการถอนตัวขึ้นอีก ซึ่งมีเหตุมาจากสงคราม 

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะปะทุเพียงไม่กี่ปี โลกได้เห็นความโหดร้ายของการเมืองที่รุกคืบเข้าสู่สนามฟุตบอล เมื่อทีมชาติออสเตรียที่ผ่านรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกมาอย่างสง่างาม ต้องประกาศถอนตัวอย่างกะทันหัน จากการที่เยอรมนีบุกผนวกดินแดนออสเตรีย 

นี่ทำให้สถานะความเป็นประเทศของออสเตรียสิ้นสุดลงทันที และนักเตะออสเตรียบางส่วนถูกบังคับให้ไปเล่นให้กับทีมชาติเยอรมนีแทน โดย FIFA ก็ไม่ได้หาทีมทดแทน แต่ยกสิทธิ์ให้สวีเดน ซึ่งเป็นคู่แข่งในรอบแรกของออสเตรียผ่านเข้ารอบโดยอัตโนมัติ 

อินเดีย สกอตแลนด์ และตุรกี – ฟุตบอลโลก 1950

 

หลังจำเป็นต้องว่างเว้นไป 12 ปีจากสงครามโลก ฟุตบอลโลกก็กลับมาจัดอีกครั้ง โดยมีบราซิลรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ แต่ก็มีทีมที่ต้องถอนตัวอีก และคราวนี้มีถึง 3 ทีม จนกล่าวได้ว่าเป็นปีที่ฟุตบอลโลกวุ่นวายที่สุด 

อินเดีย, สกอตแลนด์ และตุรกี ถอนตัวพร้อมกันเพราะความยากจนในประเทศ โดยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายชาติไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการเดินทางข้ามโลกไปยังบราซิล 

ในบรรดาทีมที่ถอนตัว อินเดียถูกกล่าวถึงมากสุด โดยมีเรื่องเล่ากันว่าถอนตัวเพราะ FIFA สั่งห้าม “เตะเท้าเปล่า” แต่ในข้อเท็จจริงคือปัญหาเรื่องงบประมาณ ความขัดแย้งในการคัดเลือกตัวผู้เล่น และสมาคมฟุตบอลอินเดียให้ความสำคัญกับฟุตบอลโอลิมปิกมากกว่า 

FIFA แก้สถานการณ์ด้วยการเชิญโปรตุเกสและฝรั่งเศสมาเสียบแทน แต่ทั้งคู่ก็ปฏิเสธเพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว ทำให้ปีนั้นมีทีมแข่งเพียง 13 ทีม จากที่ตั้งเป้าไว้ 16 ทีม 

โซเวียต – ฟุตบอลโลก 1974

หลังจากนั้น FIFA ไม่มีเรื่องการถอนตัวของฟุตบอลทีมชาติให้ต้องปวดหัวมา 24 ปี แต่ปัญหานี้ก็กลับมาเกิดขึ้นอีกในฟุตบอลโลกปี 1974 ที่เยอรมนีตะวันตกเป็นเจ้าภาพ 

โซเวียตปฏิเสธที่จะเดินทางไปเตะเพลย์ออฟนัดที่สองกับชิลี ณ สนามกีฬาแห่งชาติในกรุงซานติอาโกของชิลี เพื่อประท้วงการรัฐประหารโดยนายพลเอากุสโต ปิโนเชต์ ของชิลี ที่เพิ่งยึดอำนาจมาจากประธานาธิบดีซัลบาดอร์ อาเยนเด ซึ่งเป็นพันธมิตรกับโซเวียต 

โซเวียตมองว่าสนามดังกล่าวถูกใช้เป็นค่ายกักกันผู้เห็นต่างทางการเมืองมาก่อน จึงควรย้ายสนามไปเตะประเทศที่สามด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม แต่ FIFA กลับยืนยันให้เตะที่เดิม 

ผลที่ตามมาคือโซเวียตยอมถูกตัดสิทธิ์นำไปสู่การต้องถอนตัว และยุคตกต่ำด้านฟุตบอลของโซเวียตอีกหลายปี 

ปัญหาการถอนตัวเหล่านี้กลายเป็นบทเรียนให้ FIFA หันมาวางระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้จำนวนทีมขาดหายไปจนเสียอรรถรสและองค์กรเสียรายได้ โดยอำนาจเด็ดขาดจะอยู่ที่ FIFA Council ในการพิจารณาตามลำดับความสำคัญ ดังต่อไปนี้ 

สิทธิ์ในสนามต้องมาก่อน โดยหากมีการถอนตัวเกิดขึ้น FIFA จะพิจารณาเชิญทีมอันดับถัดไปในรอบคัดเลือกที่มีผลงานดีที่สุด (Best Loser) หรือทีมที่แพ้ในรอบเพลย์ออฟจากโซนหรือทวีปเดียวกันมาเสียบแทน เพื่อรักษาโควตาของทวีปนั้นๆ ให้เป็นธรรม 

ความพร้อมเชิงบริหารและโลจิสติกส์ โดยทีมที่จะมาแทนต้องพิสูจน์ได้ว่าสามารถจัดการเรื่องการเดินทาง ที่พัก และวีซ่าของทีมงานนับร้อยชีวิตให้ทันตามเส้นตายที่กระชั้นชิดได้จริง 

การปรับผังการแข่งขันแบบฉุกเฉิน โดยหากเกิดเหตุการณ์สุดวิสัยในระยะประชิดจนไม่สามารถหาทีมทดแทนได้ทัน FIFA อาจเลือกปล่อยให้กลุ่มนั้นมีจำนวนทีมน้อยลง และใช้การปรับระบบคำนวณคะแนนใหม่เพื่อคงความยุติธรรมที่สุดต่อทีมที่เหลืออยู่ / cnn, jpost, theguardian, insidethegames, wikipedia