อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าฟุตบอลโลก 2026 ก็จะเริ่มขึ้น โดยแม้เป็นฟุตบอลโลกที่เต็มไปด้วยความแปลกใหม่ผ่านหลายอย่างที่เป็นครั้งแรก เช่น การเพิ่มจำนวนทีมที่ผ่านเข้ารอบมาเป็น 48 ทีม ประเทศเจ้าภาพที่เพิ่มเป็น 3 ประเทศ และการแข่งแบบควอเตอร์ แต่ก็ยังมีประเด็นใหญ่สุดที่แฟนบอลกังวล

นั่นคือ ทีมชาติอิหร่าน อาจถอนตัวจากแข่งขัน เพราะทำสงครามกับสหรัฐฯ 1 ใน 3 ประเทศเจ้าภาพ   

ล่าสุด จิอันนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA )ได้ออกมาสยบข่าวลือทั้งหมด โดยยืนยันอย่างหนักแน่นระหว่างการเข้าชมเกมอุ่นเครื่องระหว่างอิหร่านและคอสตาริกาที่ตุรกีเมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมาว่า อิหร่านจะร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้แน่นอนและที่สำคัญคือจะลงเตะในรอบแบ่งกลุ่มที่ประเทศสหรัฐฯอเมริกาตามกำหนดการเดิมทั้งหมด 

ก่อนหน้านี้ทางสมาคมฟุตบอลอิหร่านจะเคยพยายามเจรจาขอย้ายสถานที่จัดการแข่งขันไปที่ประเทศเม็กซิโกเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยตรงกับสหรัฐฯ จากการที่สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลบุกอิหร่าน

และการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เคยเตือนฟุตบอลทีมชาติอิหร่านว่าไม่ควรเดินทางมายังสหรัฐฯ เพื่อความปลอดภัยของชีวิตตนเอง ซึ่งคำพูดดังกล่าวถูกมองว่าเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อจิตวิทยาของนักฟุตบอล 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านได้ตอบโต้อย่างทันควันว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯไม่มีอำนาจใดจะมาขัดขวางสิทธิในการเข้าร่วมการแข่งขัน 

ด้านเม็กซิโก เจ้าภาพร่วม 1 ใน 3 ประเทศ (อีกประเทศคือแคนาดา) ก็แสดงท่าทีพร้อมช่วยเหลืออิหร่าน โดยประธานาธิบดี คลอเดีย เชนบอม ของเม็กซิโก ระบุว่า เม็กซิโกยินดีรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในนัดที่อิหร่านลงเตะแทนสหรัฐฯ แต่สุดท้าย FIFA ก็ยังคงเลือกที่จะใช้ “ไม้แข็ง” ในการรักษากฎระเบียบเดิมไว้เพื่อไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงโครงสร้างการแข่งขัน

สำหรับอิหร่านเป็นประเทศที่มีศักยภาพทางกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล ระดับแถวหน้าของเอเชียที่พิสูจน์ตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยสถิติการเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 4 ติดต่อกัน และเป็นครั้งที่ 6 จาก 8 ทัวร์นาเมนต์หลังสุด 

แม้ที่ผ่านมาพวกเขาจะมักไปหยุดอยู่ที่รอบแบ่งกลุ่ม แต่ด้วยขุมกำลังที่แข็งแกร่งในปัจจุบันทำให้อินฟานติโนถึงกับออกปากชมว่าเป็นทีมที่น่าเกรงขาม

ในฟุตบอลโลก 2026 นี้ อิหร่านถูกจัดอยู่ในกลุ่ม G ซึ่งมีโปรแกรมต้องเจอกับนิวซีแลนด์ และเบลเยียมที่นครลอสแอนเจลิส ก่อนจะปิดท้ายรอบแรกกับอียิปต์ที่ซีแอตเทิล ซึ่งทุกเมืองที่จัดแข่งล้วนอยู่ในสหรัฐฯ ที่กำลังมีข้อพิพาทกันอยู่

ท่าทีดังกล่าวของ FIFA สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการใช้ฟุตบอลเป็นสะพานเชื่อมโยงความแตกต่าง แม้ผลกระทบจากสงครามที่ที่ขีปนาวุธตกใส่โรงเรียนในเมืองมีนาบจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจะยังคงสร้างความสะเทือนใจและทิ้งบาดแผลในใจให้ชาวอิหร่าน แต่นักเตะของพวกเขาก็เลือกที่จะแสดงออกผ่านการไว้อาลัยในสนามด้วยสายรัดแขนสีดำและกระเป๋านักเรียนเพื่อระลึกถึงผู้จากไป 

ดังนั้นการที่ FIFA ยืนกรานให้มีการแข่งขันตามกำหนดเดิมภายใต้สปิริตของ “Fair Play” จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการจัดการแข่งขันให้จบไปตามกำหนดการ แต่คือการประกาศให้โลกเห็นว่า ในสนามกีฬาที่ล้อมรอบด้วยเส้นสีขาว สันติภาพและการเคารพซึ่งกันและกันควรจะอยู่เหนือความขัดแย้ง เพื่อให้ฟุตบอลทำหน้าที่เป็นความหวังของผู้คนที่กำลังทุกข์ยากจากวิกฤตในด้านต่างๆ  / theguardian