หากเอ่ยชื่อ Eurovision หลายคนอาจไม่รู้จัก แต่ความจริงแล้วเวทีนี้มีเคยมีศิลปินดังระดับโลกเข้าร่วมการแข่งขันมากมาย เช่น 

Abba (ตำนานยุค 70-80), Celine Dion (ตัวมัมของวงการ), Flo Rida (แร็ปเปอร์อเมริกัน), Måneskin (วงร็อคดังจากอิตาลี), Las Ketchup (เจ้าของเพลง Asereje) และ Blue (บอยแบนด์ยุค 2000)

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเพลงจาก Eurovision ที่เป็นตำนาน หลายคนคุ้นกับทำนองจนพูดประโยคเฉยๆ ไม่ได้แล้ว แต่ไม่เคยรู้ว่าต้นฉบับมาจากไหน เช่น

เพลง เจงกิสขาน (Dschinghis Khan) ที่ร้องว่า “เจง เจง เจงกิสข่าน” และเพลง อะบานิบี (Abanibi) ซึ่งคนไทยมาร้องใหม่เป็นหลายเวอร์ชั่น

Eurovision Song Contest คือ เวทีประกวดเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากยุโรป เริ่มจัดครั้งแรกในปีค.ศ. 1956 หรือ 70 ปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2

ยุคสมัยนั้นยุโรปอยู่ในภาวะเจ็บปวดและแตกแยกกันหลังจบสงคราม จึงคิดการจัด Eurovision ขึ้นมาเพื่อเป็นกาวใจเชื่อมความสัมพันธ์และความสามัคคีให้กับคนในทวีป

ผู้รับหน้าที่จัดคือ EBU (สหภาพการกระจายเสียงแห่งยุโรป) ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ของชาติต่างๆ ในยุโรป จัดการประกวดปีละ 1 ครั้ง ในเดือน พ.ค. ของทุกปี

ลักษณะการจัดแข่งขัน Eurovision คือการประกวด “เพลง” ซึ่งต้องแต่งใหม่ทั้งหมดเพื่อเข้ามาส่งรายการนี้ ห้ามมีการเผยแพร่ออกสาธารณะหรือเป็นเพลงดังมาก่อน และมีความยาวไม่เกิน 3 นาที

แต่ละชาติจะส่งตัวแทนศิลปินเข้ามาร่วมประกวด จะเลือกเป็นระดับสตาร์ดังหรือหน้าใหม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการคัดเลือกตัวแทนของแต่ละชาติ

จะเดี่ยว คู่ดูโอ้ หรือทรีโอ้ ส่งมาได้หมด ขอแค่บนเวทีไม่เกิน 6 คน

การเลือกตัวแทนก็เปิดกว้าง ไม่จำเป็นต้องสัญชาตินั้นอย่างเดียว เช่น Celine Dion เป็นสัญชาติแคนาดา แต่เป็นแชมป์ปี 1988 ในฐานะตัวแทนสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยเพลงภาษาฝรั่งเศส

แนวเพลงไม่การจำกัดแนวและภาษา เป็นได้ทั้งเพลงพื้นบ้าน ร็อค แร็ป บัลลาด แจ๊ซ หรือจะป็อปสากลทันสมัยก็ได้ ร้องในภาษาท้องถิ่นก็ได้ หรือจะใช้ภาษากลาง (อังกฤษ) ก็ได้เหมือนกัน

ส่วนการลงคะแนน จะเป็นระบบให้แต่ละชาติลงคะแนนให้ชาติอื่นเท่านั้น ห้ามลงให้ชาติตัวเอง โดยแบ่งเป็นคะแนน “กรรมการ” และ “ผู้ชมทางบ้าน” มารวมกัน ใครได้มากสุดก็เป็นผู้ชนะ

ชาติที่ได้แชมป์ Eurovision มากที่สุด ได้แก่ ไอร์แลนด์ และสวีเดน (7 สมัยเท่ากัน) 

รองลงมาเป็นกลุ่มแชมป์ 5 สมัย ได้แก่ ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์

Eurovision มีวิธีเลือกเจ้าภาพง่ายๆ คือ ชาติไหนชนะการประกวดในปีนั้น จะได้เป็นเจ้าภาพปีต่อไป เช่น ออสเตรียได้แชมป์ปี 2025 ก็ต้องรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพปี 2026

การจัด Eurovision ในแต่ละครั้งเป็นเหมือนงานยิ่งใหญ่ประจำปีที่คนยุโรปตั้งหน้าตั้งตารอ มีผู้รับชมการถ่ายทอดสดทั่วทวีป โดยในปี 2025 ยอดผู้ชมอยู่ที่ 166 ล้านคน ไม่นับรวมผู้ชมทั่วโลกผ่านทางออนไลน์

ตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา Eurovision เป็นการประกวดที่ยิ่งใหญ่ในระดับยุโรป มีฐานแฟนคลับอยู่ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย (แต่ยังเป็นกลุ่มน้อยอยู่)

แม้จะมีดราม่าหรือประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างในบางปี แต่แบรนด์ Eurovision ก็ยังคงยิ่งใหญ่และมีแฟนคลับอยู่ทั่วโลกเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด EBU ยืนยันแล้วว่า จะจัดประกวด Eurovision Song Contest Asia 2026 โดยเลือกกรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ

การประกวดจะจัดขึ้นในวันที่ 14 พ.ย. 2026 ซึ่งตอนนี้มี 10 ชาติยืนยันเข้าร่วมแล้ว คือ บังคลาเทศ ภูฐาน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เนปาล ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ ไทย และเวียดนาม

เรื่องนี้เป็นข่าวที่ใหญ่พอสมควร เพราะในมุมของ Eurovision คือการจัดเวอร์ชั่นภูมิภาคอื่นได้เป็นครั้งแรก หลังจากมีข่าวว่าเตรียมจัดมานานหลายปีแล้ว

ในมุมของประเทศไทยก็ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะมาจัดในช่วงปลายปีที่เป็นหน้าท่องเที่ยวพอดี และยังเป็นโอกาสดีให้ศิลปินไทยได้สร้างผลงานให้เป็นที่รู้จักในระดับทวีปได้

รอดูกันว่า Eurovision เวอร์ชั่นเอเชียที่มาจัดในประเทศไทยจะน่าตื่นตาตื่นใจขนาดไหน จะมีศิลปินคนไหนหรือเพลงไหนกลายมาเป็นตำนานจากเวทีนี้ เหมือนที่โลกได้รู้จักตำนานหลายคนจากเวอร์ชั่นยุโรปมาแล้ว