ในอดีตอิตาลีถือเป็นประเทศชั้นนำด้านฟุตบอล โดยหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาได้ถึง 4 สมัย ในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006 ทว่าหลายปีมานี้ผลงานกลับกลายเป็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เมื่อวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา อิตาลีต้องพ่ายแพ้ต่อบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในรอบเพลย์ออฟ ทำให้หมดสิทธิ์ไปเตะฟุตบอลโลกในช่วงกลางปีนี้แน่นอนแล้ว ถือเป็นการพลาดโอกาสไปลุยศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน (ปี 2018, 2022 และ 2026)

ความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ซึ่งเกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ โดยสาเหตุแรกคือศักยภาพในการปั้นนักเตะภายในประเทศลดลงอย่างมาก หลังจากต้องทำตามกฎบอสแมน (Bosman Ruling) ของยุโรปเมื่อปี 1995 ซึ่งกำหนดให้ทุกทีมในทวีปยุโรปต้องเปิดโอกาสให้นักเตะนอกทวีปเข้ามาร่วมทีมได้มากขึ้น
ผลกระทบของกฎดังกล่าวทำให้นักเตะจากนอกทวีปยุโรปทะลักเข้าสู่อิตาลี เมื่อมีนักเตะฝีเท้าดีจำนวนมากและสโมสรสามารถทุ่มเงินซื้อตัวได้ จึงทำให้หลายทีมต้องการความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว และไม่รอที่จะปั้นนักเตะเยาวชนชาวอิตาลีอีกต่อไป
ดังนั้นเมื่อนักเตะดาวรุ่งชาวอิตาลีในลีกเซเรีย อา ลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย จึงฉุดให้ฟอร์มของทีมชาติอิตาลีลดลงตามไปด้วย และเมื่อผลงานในเวทีระดับโลกย่ำแย่ จึงทำให้พลาดการไปฟุตบอลโลกหลายสมัยติดต่อกัน
ส่วนอีกสาเหตุคือปัญหาเรื่องการเงินและสนามของสโมสรส่วนใหญ่ก็เก่าแก่มาก ซึ่งไม่ได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานสากล ทำให้รายได้ของสโมสรต่างๆ ในลีกอิตาลีลดลง
มีข้อมูลว่ารายได้ของลีกอิตาลีตามหลังพรีเมียร์ลีกและลีกใหญ่อื่นๆ ในยุโรปค่อนข้างมาก จึงไม่สามารถรั้งตัวบุคลากรเก่งๆ ให้อยู่ในประเทศได้ นำมาสู่วิกฤตที่ต่อเนื่อง โดยมีแชมป์ฟุตบอลยูโร 2020 เป็นความสำเร็จเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถภาคภูมิใจได้ตลอดหลายปีมานี้
ภายหลังจากไม่ได้ไปเตะฟุตบอลโลกติดต่อกันเป็นสมัยที่ 3 กาบริเอเล กราวิน่า ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี (FIGC) ยอมรับว่าฟุตบอลอิตาลีกำลังเผชิญกับวิกฤตที่ฝังรากลึก อย่างแท้จริง โดยบาดแผลจากการตกรอบเพลย์ออฟด้วยน้ำมือของสวีเดนในปี 2018 และนอร์ทมาซิโดเนียในปี 2022 ได้รับการซ้ำเติมด้วยน้ำมือของบอสเนียฯ ในปี 2026 จนกลายเป็นแผลเป็นที่ยากจะเยียวยา

ด้าน เจนนาโร กัตตูโซ อดีตกองกลางชุดแชมป์โลกที่ก้าวขึ้นมาเป็นโค้ช แม้จะได้รับความไว้วางใจให้คุมทีมชาติต่อ แต่คำถามสำคัญที่แฟนบอลตั้งขึ้นคือการเปลี่ยนตัวโค้ชอาจไม่เพียงเพียงพอในการกอบกู้ซากปรักหักพังของอดีตแชมป์โลกรายนี้ขึ้นมาใหม่ และถึงเวลาปฏิรูปวงการฟุตบอลอิตาลีครั้งใหญ่เสียที
การไม่ได้ไปเตะฟุตบอลโลก 2026 ทำให้ทีมชาติอิตาลีห่างหายจากเวทีโลกต่อเนื่องมานานถึง 20 ปี (นับจากปี 2006) จนกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เคยทำผลงานได้ดีมากแต่กลับล้มเหลวในรายการใหญ่ เช่นเดียวกับหลายประเทศ
เช่นกรณีของเนเธอร์แลนด์ที่เคยทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2 ครั้งในปี 1974 และ 1978 แต่ในปี 1982 กลับไม่ผ่านรอบคัดเลือก และประสบความล้มเหลวแบบเดียวกันในฟุตบอลโลกปี 1986 และ 2002
ส่วนอังกฤษ แม้จะสามารถระเบิดฟอร์มจนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1966 ที่ตนเองเป็นเจ้าภาพ แต่ก็นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดเพียงครั้งเดียว เพราะหลังจากนั้นแม้ทีมชาติอังกฤษจะได้เข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกเป็นประจำ แต่ก็ยังไม่สามารถก้าวไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้อีกเลยมานาน 60 ปีแล้ว / bbc
