เมื่อ 3 มีนาคมที่ผ่านมา โลกฟุตบอลก็ได้เริ่มนับถอยหลังสู่ 100 วันสุดท้าย ก่อนที่ฟุตบอลโลก 2026 ครั้งประวัติศาสตร์ที่มีทีมชาติเข้าร่วมถึง 48 ทีมจะเปิดฉากขึ้น

ทว่าภายใต้ความยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น กลับมีมรสุมปัญหามากมายเข้ามาปกคลุม ทั้งความขัดแย้งที่นำไปสู่การสู้รบในตะวันออกกลาง วิกฤตศรัทธาจากราคาตั๋วที่พุ่งสูงลิ่ว และความไม่แน่นอนของประเทศเจ้าภาพที่ทำให้สปอร์ตทัวร์นาเมนต์สำคัญกลางปีถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดคือสถานะของทีมชาติอิหร่าน โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากการปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ทำให้เกิดคำถามว่าอิหร่านจะยังได้เข้าร่วมหรือไม่

เมห์ดี ทาจ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน ยอมรับว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเรื่องยากที่จะมองโลกในแง่ดี ซึ่งหากอิหร่านถอนตัว อิรัก เพื่อนบ้านใกล้ชิดก็พร้อมจะเสียบแทนทันที ขณะที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย

ด้านเจ้าภาพหลักอย่างสหรัฐฯ ก็กำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งนโยบาย “แบนการเดินทาง” ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้แฟนบอลจากอิหร่านและอีกหลายประเทศเข้าประเทศไม่ได้ นอกจากนี้ราคาตั๋วนัดชิงที่พุ่งสูงจนไปเริ่มต้นที่ 2,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 70,000 บาท) และที่นั่งดีที่สุดในนัดชิงราคาอาจสูงถึง 144,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 4.5 ล้านบาท)

ส่วนค่าจอดรถในสนาม SoFi ก็สูงถึง 300 ดอลลาร์ (ประมาณ 10,000 บาท) ต่อแมตช์ นอกจากนี้ ปัญหาการ “ชัตดาวน์” ของรัฐบาลกลางยังทำให้งบประมาณจัดงานในหลายเมืองล่าช้า จนกิจกรรม Fan Festival อาจถูกยกเลิก

มาที่แคนาดา เจ้าภาพร่วมประเทศที่ 2 โดยแม้การเตรียมงานจะดูราบรื่นกว่าเพื่อนบ้าน แต่ก็กำลังเผชิญกับปัญหางบประมาณบานปลาย โดยเฉพาะในเมืองแวนคูเวอร์ที่ยอดพุ่งสูงกว่า 630 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 20,000 ล้านบาท)

ขณะที่โตรอนโตกำลังเร่งขยายสนาม BMO Field ให้ได้ 45,000 ที่นั่งตามมาตรฐาน FIFA นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคทางเทคนิคเรื่องการปู “หญ้าจริง” ทับหญ้าเทียมในสนาม BC Place ซึ่งจะเริ่มขึ้นในเดือนหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและภาษีนำเขาระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ที่ทำให้การประสานงานต่างๆ ต้องติดขัด

ปิดท้ายด้วยเม็กซิโก เจ้าภาพร่วมประเทศที่ 3 ของฟุตบอลโลกครั้งนี้ โดยแม้หลายฝ่ายต่างกังวลเรื่องความปลอดภัยหลังเกิดเหตุรุนแรงจากกลุ่มอาชญากรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แต่ประธานาธิบดี เคลาเดีย เชนบอม ยืนยันว่า FIFA ยังคงเชื่อมั่นในมาตรการรักษาความปลอดภัย และนัดเปิดสนามที่เม็กซิโกซิตี้ในวันที่ 11 มิถุนายนจะยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิม โดย FIFA จะส่งทีมเข้าประเมินพื้นที่ในเร็วๆ นี้

ฟุตบอลโลก 2026 กำลังกลายเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า FIFA และเจ้าภาพร่วมจะรักษาสมดุลระหว่าง “ธุรกิจ” “การเมือง” และ “จิตวิญญาณกีฬา” ได้อย่างไร ท่ามกลางความท้าทายที่รายล้อมรอบด้าน 

หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนในช่วงนับถอยหลังที่เหลือ ทัวร์นาเมนต์นี้อาจถูกจดจำในฐานะสปอร์ตอีเวนต์ระดับโลกแต่เข้าถึงได้ยากที่สุดสำหรับแฟนบอลตัวจริง

ทั้งนี้ฟุตบอลโลก 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน – 19 กรกฎาคม โดยเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ ขณะที่ทีมชาติที่ผ่านเข้ารอบมาแข่งขันก็เพิ่มเป็น 48 ทีม ทำให้จำนวนแมตช์แข่งขันทั้งหมดมีมากถึง 80 แมตช์

นอกจากนี้ยังจะมีช่วงพักดื่มน้ำเพื่อลดปัญหานักฟุตบอลวูบจากอากาศร้อนจัดของประเทศแถบอเมริกาในทั้ง 2 ครึ่งของแต่ละแมตช์ จนทำให้เป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่แข่งกันแบบ 4 ช่วง คล้ายกับระบบควอเตอร์ในกีฬาอเมริกันเกมส์ อย่างบาสเกตบอล NBA และอเมริกันฟุตบอล NFL อีกด้วย / dw