โลกเข้าสู่ความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ทำให้ผู้นำสูงสุดและคนสำคัญของฝ่ายหลังอีกหลายคนต้องเสียชีวิต โดยประเทศแรก ๆ ที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงคือจีน 

จีนระบุว่า นี่คือการละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของอิหร่านอย่างร้ายแรง อีกทั้งยังเป็นการเหยียบย่ำหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและบรรทัดฐานสากลอย่างสิ้นเชิง 

ท่าทีที่แข็งกร้าวของจีนในครั้งนี้ มีที่มาที่ไป และไม่ได้มีจุดประสงค์ด้านสันติภาพในตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว

เหตุผลสำคัญที่จีนไม่อาจนิ่งเฉยต่อวิกฤตการณ์นี้ได้ คือเรื่องของผลประโยชน์ เพราะอิหร่านคือพันธมิตรทางยุทธศาสตร์และแหล่งพลังงานหลัก

โดยน้ำมันดิบกว่า 90% ของอิหร่านถูกส่งออกไปยังจีน แม้จะต้องผ่านกระบวนการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรอย่างซับซ้อนก็ตาม 

ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 เป็นต้นมา ทั้งสองประเทศได้เริ่มทำธุรกรรมผ่านเงินหยวนเพื่อตอบโต้การถูกตัดออกจากระบบ SWIFT ของกลุ่มประเทศตะวันตก 

ประกอบกับช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านควบคุมอยู่ เป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงน้ำมันออกสู่ตลาดโลก โดยเมื่ออิหร่านสั่งปิดเส้นทางดังกล่าว จึงกระทบต่อจีนด้วย 

ในมิติทางการเมือง ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ครั้งนี้เปรียบเสมือนโอกาสทองที่จีนจะใช้วิจารณ์สหรัฐฯ บนเวทีโลก โดยปัจจุบันจีนพยายามนำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะ “ชาติที่รับผิดชอบ” และยึดมั่นในกลไกสหประชาชาติ (UN) เพื่อดึงดูดพันธมิตรในยุโรปและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 

พร้อมกันนี้จีนยังชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังใช้กำลังตามอำเภอใจเหนือระเบียบโลกและกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่จีนอาจนำตรรกะ “การชิงโจมตีก่อน” ที่สหรัฐฯ ใช้ในอิหร่านมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ 

นักวิเคราะห์มองว่า หากจีนเลือกเดินตามรอยสหรัฐฯ ในปัจจุบัน จีนอาจใช้ความชอบธรรมนี้ในการข้ามไปยึดไต้หวัน โดยอ้างเหตุผลด้านการป้องกันตนเองหรืออธิปไตยเหนือดินแดน เนื่องจากจีนถือว่าไต้หวันคือส่วนหนึ่งของตนและพร้อมจะใช้กำลังหากจำเป็น 

สถานการณ์ในอิหร่านจึงสร้าง “บรรทัดฐานที่อันตราย” ซึ่งอาจทำให้จีนเลือกใช้กำลังทหารจัดการปัญหาไต้หวันในอนาคต 

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศอย่าง คริสตอฟ ซัฟเฟอร์ลิง เตือนว่าการโจมตีอิหร่านนั้นขัดต่อกฎหมายชัดเจนและอาจเป็นตัวอย่างให้รัสเซียนำไปอ้างในสงครามยูเครน แต่ผู้นำยุโรปบางส่วนกลับมีท่าทีที่ต่างออกไป 

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ ของเยอรมนี เลือกที่จะไม่วิจารณ์สหรัฐฯ ตรง ๆ แต่กลับตำหนิอิหร่านที่ไม่ยอมยุติโครงการนิวเคลียร์ ความลักลั่นนี้ยิ่งตอกย้ำภาพความแตกแยกของขั้วอำนาจโลก และสอดคล้องกับคำกล่าวของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่ระบุว่าโลกกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนที่วุ่นวายอย่างยิ่ง 

วิกฤตการณ์ครั้งนี้คือภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการทูตที่เน้นเจรจาไปสู่ยุคที่ “กฎแห่งป่า” (Law of the Jungle) หรือผู้มีกำลังเหนือกว่าเริ่มกลับมามีอิทธิพล โดยจีนกำลังเผชิญกับทางเลือกระหว่างการรักษาภาพลักษณ์ชาติมหาอำนาจผู้ผดุงกฎระเบียบโลกเพื่อเอาชนะใจนานาชาติ หรือการฉวยโอกาสจากสถานการณ์เพื่อบรรลุแผนการผนวกไต้หวัน 

ทั้งนี้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอิหร่านถือว่าแน่นแฟ้น โดยนอกจากจีนจะซื้อน้ำมันอิหร่านเป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปีแล้ว จีนยังไปลงทุนในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านทางเม็ดเงินลงทุนสูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 12.6 ล้านล้านบาท) ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา / dw