เคยสงสัยไหมว่า “มาม่าเป็นสินค้าควบคุม” มีที่มาอย่างไร เป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร และรู้ไหมว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ถูกควบคุมอยู่ในระดับสูงสุด

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเริ่มเป็นอาหารที่คนไทยนิยมบริโภคตั้งแต่ช่วงประมาณ พ.ศ. 2520 หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ “มาม่า” ซึ่งกลายมาเป็นชื่อเรียกติดปากของคนไทย

 

แต่ในช่วงแรกรัฐบาลยังไม่ได้เข้ามาแทรกแซงหรือควบคุมราคา

 

จนกระทั่งช่วงวิกฤตน้ำมันโลก พ.ศ. 2522 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย 

 

เกิดปัญหาสินค้าราคาแพงและขาดตลาด มีพ่อค้าคนกลางฉวยโอกาสกักตุนสินค้าจำเป็นและโก่งราคา

 

รัฐบาลจึงออกเป็น “พ.ร.บ. ป้องกันการผูกขาดและกำหนดราคาสินค้า พ.ศ. 2522” ซึ่งเป็นต้นแบบของกฎหมายควบคุมสินค้าในไทย

 

แต่เมื่อใช้ไปได้ระยะหนึ่งกลับพบปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะไปรวม “การกำหนดราคา” และ “การป้องกันการผูดขาด” ซึ่งเป็น 2 เรื่องใหญ่ไว้ในตัวกฎหมายเดียวกัน 

 

รัฐบาลจึงแก้กฎหมายใหม่ โดยแยกเรื่องการป้องกันการผูกขาดไปอีกฉบับหนึ่ง 

 

ส่วนเรื่องการควบคุมราคา ออกกฎหมายใหม่เป็น “พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542”

 

ตัวกฎหมายนี้เองทำให้เกิดการควบคุมอย่างจริงจัง และเป็นเครื่องมือที่รัฐใช้ในการควบคุมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาจนถึงปัจจุบัน

 

แล้วใครเป็นคนควบคุม และคุมอย่างไรบ้าง?

 

ผู้ควบคุมโดยตรงคือ “กระทรวงพาณิชย์” โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ

 

คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ตัดสินใจว่าจะใส่สินค้าไหนอยู่ในการควบคุมราคา หรือจะเอารายการไหนออก

 

กรมการค้าภายใน เป็นฝ่ายปฏิบัติการ ลงพื้นที่จริง และวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนสินค้าเพื่อส่งเรื่องให้ กกร. ตัดสินใจ

 

รายชื่อสินค้าต่างๆ จะรวมอยู่ใน “รายชื่อสินค้าและบริการควบคุม” มีทั้งหมด 62 รายการ

 

หมวดอาหาร เช่น ไก่ ไข่ไก่ น้ำตาลทราย หมู ลำไย มังคุด หอมใหญ่ และ “อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก” หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่อยู่ในซองนั่นเอง

 

ทุกยี่ห้อที่ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เช่น ยำยำ นิชชิน หรือไวไว ก็รวมอยู่ในนี้ด้วย

 

หมวดสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสาร ข้าวโพด และมะพร้าวผล

 

หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า มีเครื่องฟอกอากาศ และเครื่องดูดฝุ่น

 

ไปจนถึงน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซปิโตรเลียมเหลวก็อยู่ในสินค้าควบคุมเช่นกัน

 

การควบคุมบังคับใช้และปฏิบัติจริงจะมีอยู่ 3 ระดับ ตั้งแต่เบาสุดไปถึงสูงสุด

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ในระดับสูงสุด มีการควบคุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านการคุม “อัตรากำไร” และ “ราคาขาย” 

 

ผู้ประกอบการต้องยื่นเอกสารบัญชีต้นทุนทั้งหมดให้รัฐดู ว่า สั่งของวัตถุดิบมาเท่าไร ค่าบรรจุภัณฑ์เท่าไร ไปจนถึงค่าไฟฟ้า และค่าแรงพนักงาน

 

รัฐจะกำหนดอัตรากำไรในแต่ละทอดว่าใครบวกกำไรได้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่โรงงานผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีก จนได้ออกมาเป็นราคาขาย

 

มาม่า ก็ต้องยื่นแจ้งต้นทุนตั้งแต่ผู้ผลิตเพื่อกำหนดว่าขายหน้าโรงงานได้เท่าไร และไปกำหนดที่ผู้ค้าปลีกอีกทีว่าขายให้ผู้บริโภคได้เท่าไร

 

เช่น กำหนดแล้วว่าค้าปลีก มาม่า ห่อเล็กสุด 55 กรัม ขายได้ไม่เกิน 7 บาท ทุกร้านค้าปลีก โชห่วย และห้างสรรพสินค้า ต้องห้ามขายเกินราคานี้

 

อาจขายรวมแพ็ค 10 ห่อ ตกห่อละต่ำกว่า 7 บาท สามารถทำได้ 

 

แต่ถ้าปรับลดขนาดลง ขายราคาเท่าเดิม แบบนี้ทำไม่ได้

 

ทุกคนที่อยู่ในซัพพลายเชนจะรู้ตั้งแต่แรกเลยว่า ได้อัตรากำไรเท่าไร และขายส่งได้เท่าไร มาจนถึงผู้บริโภคก็จะรู้เลยว่า ราคาขายปลีกอยู่ที่เท่าไร

 

หากใครขายเกินราคาที่กำหนดจะมีความผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกและโทษปรับกำหนดไว้ชัดเจน

 

แล้วทำไมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถึงมีหลายราคาได้?

 

จะห่อเล็ก 7 บาท ห่อใหญ่ 10 บาท เป็นแบบถ้วย หรือแตกแบรนด์ใหม่ขายหลายสิบบาท ทุกอย่างก็ยังเป็นสินค้าควบคุมเหมือนเดิม

 

แต่กฎหมายไม่ได้ห้ามผู้ผลิตทำห่อใหญ่ขึ้น หรือทำแบรนด์ใหม่

 

เช่น มาม่า สามารถทำบิ๊กแพ็ค และทำแบรนด์ “มาม่า OK” ออกมาขายได้

 

จะเปลี่ยนน้ำหนักให้เพิ่มขึ้นได้ ใช้แป้งสูตรพิเศษให้เส้นหนานุ่มขึ้น มีเนื้อสัตว์อบแห้งเพิ่มขึ้น ปรับสูตรเครื่องปรุง หรือปรับซอง บริษัทสามารถทำได้หมด

 

แต่ทั้งหมดนี้ต้องยื่นเรื่องขึ้นทะเบียนใหม่ ผ่านขั้นตอนตรวจสอบต้นทุนและรายละเอียดต่างๆ เพื่อขออนุมัติและกำหนดราคาใหม่

 

ถ้าทำออกใหม่เอง หรือปรับราคาเอง โดยไม่ผ่านการอนุมัติก่อนจะมีความผิดทางกฎหมาย เพราะยังถือว่าเป็น “อาหารกึ่งสำเร็จรูปบรรจุภาชนะผนึก” เหมือนเดิม

 

หรือถ้าจะขอปรับขึ้นราคาก็ต้องยื่นเรื่องไปที่กระทรวงพาณิชย์

 

ตามปกติแล้วผู้ผลิตจะไม่ไปขอขึ้นราคาบ่อย ยกเว้นมีเหตุจำเป็นจริงๆ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบปรับขึ้นจนบริษัทจะขาดทุน

 

เช่นกรณีของมาม่า ซึ่งปรับขึ้นราคาครั้งล่าสุดคือปี 2565 จาก 6 บาท เป็น 7 บาท เพราะผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ของมาม่า กล่าวในรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” วันที่ 7 เม.ย. 2569 ว่า

 

ถ้าครั้งนั้นไม่ขอปรับขึ้นราคา มาม่าอาจขาดทุน 1,700 ล้านบาท

 

สรุปแล้วก็คือ การควบคุมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นการแทรกแซงของรัฐที่ทำมาหลายทศวรรษแล้ว ผ่านกระทรวงพาณิชย์

 

มีกฎหมายเป็น พ.ร.บ. มีมาตรการตรวจสอบต้นทุน กำหนดราคาขายทั้งค้าส่งและค้าปลีก และมีบทลงโทษชัดเจนหากใครฝ่าฝืน

 

ผู้ผลิตอาจขอปรับขึ้นราคาได้ หรือออกผลิตภัณฑ์ใหม่ราคาสูงขึ้นได้ แต่ต้องยื่นเรื่องอนุมัติก่อนเท่านั้น

 

ทำให้ธุรกิจของมาม่าอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด และต้องยึดวิธีคิดแบบ “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ได้รับผลกระทบต้นทุนปรับแพงขึ้น

 

อาจกำไรน้อยลงบ้าง แต่ก็เหมือนช่วยประคองให้ทุกคนอยู่รอด จะตั้งหน้าตั้งตาทำกำไรให้เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิมในช่วงเวลาแบบนี้ไม่ได้

 

เพราะผู้ที่จะได้รับผลกระทบ คือ ประชาชนทุกคน