ในสมรภูมิค้าปลีกที่แข่งกันดุเดือด “บิ๊กซี” พี่ใหญ่ภายใต้อาณาจักร BJC

ประกาศทุ่มงบก้อนโต 4,000-5,000 ล้านบาท ในปี 2569 เพื่อเปลี่ยนภาพจำจาก “ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่” ที่คนมักจะมาซื้อของแล้วกลับบ้าน

สู่การเป็น “ไลฟ์สไตล์มอลล์” ที่จะดึงดูดทราฟฟิกคุณภาพให้เข้ามาใช้ชีวิตได้ “ทุกวัน” โดยไม่ต้องรอแค่ช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์

ชูโมเดลใหม่ “The Color”

ผ่านโมเดลใหม่ชื่อว่า “The Color” ที่จะเข้ามาแก้โจทย์เรื่องความถี่ (Frequency) ในการใช้บริการ

โดยไฮไลต์ของโมเดลนี้จะไม่ใช่แค่ห้าง แต่คือ Lifestyle Hub โดยบิ๊กซีวางตำแหน่ง The Color ให้เป็นศูนย์การค้ารูปแบบใหม่ของบิ๊กซีในอนาคต

ซึ่งจะมีทั้งพื้นที่ช้อปปิ้ง กิน ดื่ม Co-working Space ไปจนถึง Rooftop Bar บนพื้นที่ประมาณ 27,000-28,000 ตร.ม.

พร้อมกับฉีกกฎห้างเดิมๆ ที่ปิด 3-4 ทุ่ม ด้วยการรองรับกิจกรรมตลอด 24 ชั่วโมง (ในบางโซน) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชนอย่างแท้จริง

โดยสาขานำร่องมีแผนจะเปิดให้บริการในช่วงไตรมาส 1 ปี 2570 บนทำเลแจ้งวัฒนะ ย่านที่มีกำลังซื้อสูงและมีความเป็นเมืองขยายตัว (Urbanization)

ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงกำลังก่อสร้าง ตอกเสาเข็มเรียบร้อยแล้ว

โดยหลังจากเปิดให้บริการ คาดว่าจะสามารถดึงดูดยอดทราฟฟิกได้สูงถึง 30,000 คนต่อวัน

และเปลี่ยนจากลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำที่มาหาบิ๊กซีทุกสัปดาห์ แทนที่จะเป็นเดือนละครั้งได้

นอกจากนี้ หาก “The Color” แจ้งวัฒนะ แจ้งเกิดได้สำเร็จ นี่จะเป็นโมเดลต้นแบบสำคัญที่บิ๊กซีจะใช้บุกตลาดศูนย์การค้ารูปแบบใหม่ในอนาคต

โดยภายในปี 2573 มีแผนที่จะขยายโมเดลนี้ออกไปอีก 8-10 แห่ง บนทำเลที่มีศักยภาพ เช่น พระราม 4, ภูเก็ต และเชียงใหม่

ทุ่มงบฯ ขยายสาขา-รีโนเวทเพิ่ม

ส่วนแผนการดำเนินงานบริษัทฯ ในปี 2569 – 2573 ได้วางงบลงทุนไว้ราว 6,000 – 8,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อที่จะเร่งขยายสาขา และรีโนเวทสาขาเดิมให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น

โดยในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายสาขาใหญ่ราว 2-3 สาขา ในทำเลศักยภาพ

ควบคู่ไปกับการเร่งขยายบิ๊กซี มินิ ราว 200 สาขา และรีโนเวทสาขาขนาดเล็ก – ใหญ่รวมกว่า 300 แห่ง

เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านค้าให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวก คุณภาพ และประสบการณ์ที่แตกต่างมากขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าภาพรวมกำลังซื้อในช่วงต้นปี 2569 จะดูทรงๆ เพราะปัจจัยด้านเทศกาลและเศรษฐกิจ

แต่การทรานส์ฟอร์มตัวเองครั้งใหญ่ในวัย 30 ปีของบิ๊กซีรอบนี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ใครที่ไม่ปรับตัว ย่อมอยู่ยากในโลกค้าปลีกยุคใหม่”

ซึ่งหลังจากนี้ “บิ๊กซี” จะไม่ใช่แค่ห้างที่เราไปเดินซื้อผักผลไม้ แต่อาจเป็นที่ที่เราไปนั่งทำงาน หรือจิบไวน์บนรูฟท็อป

นี่แหละคือหน้าตาของค้าปลีกในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ