ถ้านึกถึงสาขาวิชาที่เป็นระดับท็อปของมหาวิทยาลัยมหิดล หลายคนน่าจะนึกถึง “การแพทย์” ซึ่งเป็นสาขาวิชาตั้งต้นของสถาบันที่มีจุดกำเนิดตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
แต่หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่า “ดนตรี” เป็นสาขาวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยมหิดลที่ติด 50 อันดับแรกของโลก และเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย
ผู้จัดอันดับคือ QS World University Rankings เป็นสถาบันวิเคราะห์การศึกษาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกจากอังกฤษ
การจัดอันดับ QS นับรวมมหาวิทยาลัยดังทั่วโลก โดยแยกเป็นสาขาวิชาต่างๆ และประเมินว่าในแต่ละสาขาจะให้มหาวิทยาลัยไหนดีที่สุด
ยังมีสาขาอื่นของมหิดลที่ติดท็อป 100 ของโลก จากการจัดอันดับในปีพ.ศ. 2569 คือ
Veterinary Science (อันดับ 63)
Performing Arts (อันดับ 77)
Nursing (อันดับ 77)
Pharmacy & Pharmacology (อันดับ 96)
แต่ไม่มีสาขาไหนทะลุไปได้ถึง 50 อันดับแรกได้เหมือนดนตรี
จุดกำเนิดของมหาวิทยาลัยต้องย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมาจากตั้งเป็น “โรงเรียนแพทยากร” เป็นโรงเรียนปั้นแพทย์แห่งแรกในประเทศไทย พ.ศ. 2436
ต่อมาก็ยกระดับเป็น “มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์” ในปี 2486 และเปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยมหิดล” ในปี 2512 ก่อนเริ่มย้ายไปตั้งวิทยาเขตหลักอยู่ที่ศาลายาในเวลาต่อมา
ส่วนสาขาวิชาดนตรีเริ่มจากการเป็นวิชาเลือกในปี 2532 ก่อนจะสถาปนาเป็น “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” ในปี 2537 เป็นสถาบันแรกในไทยที่เน้นวิชาการดนตรีในระดับมหาวิทยาลัย
การเรียนการสอนของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์มีตั้งแต่ระดับ “เตรียมอุดมดนตรี” หรือเทียบเท่ามัธยมปลาย
มีการเรียนการสอนทั้งวิชาการตามปกติ และมีเพิ่มวิชาดนตรีเข้ามาด้วย
หลายคนอาจรู้จักผ่านทางภาพยนตร์ดังในอดีตเรื่อง Seasons Change นำแสดงโดย “ต่าย” ชุติมา ซึ่งในเรื่องนี้เล่าถึงเด็กนักเรียนในระดับเตรียมอุดมดนตรี
ขณะเดียวกัน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ยังมีระดับอุดมศึกษา ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี โท และเอก
การเรียนการสอนก็มีเหมือนมหาวิทยาลัยตามปกติ โดยในระดับ ป.ตรี มีวิชาเอกให้เลือก เช่น ดนตรีคลาสสิก ดนตรีสมัยนิยม ดนตรีไทย ละครเพลง การประพันธ์ และเทคโนโลยีดนตรี
มีศิลปินดังที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์อยู่หลายคน เช่น
“เบน” ชลาทิศ ตันติวุฒิ
“เก่ง” ธชย ประทุมวรรณ
“โบกี้ไลอ้อน” ณิชชาฎา วีระสุทธิมาศ
แล้วทำไมสาขาวิชาดนตรีของมหิดลถึงติดท็อป 50 ได้อยู่วิชาเดียว?
ก่อนอื่นเลยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า QS ได้แยกสาขา Music ออกมาใหม่ในปี 2567 จากเดิมที่ไปรวมอยู่ใน Performing Arts
สาขาดนตรีเปิดอันดับมาปีแรกและปีที่สองยังมีเพียง 20 อันดับ ซึ่งของมหิดลยังไม่ติดเข้ามา
แต่พอเข้าปีที่สาม ก็มีถึง 50 อันดับ และมีชื่อของมหิดลปรากฏอยู่ เป็นสถาบันแรกของไทยที่ติดอันดับในสาขา Music ที่เพิ่งแยกออกมา
ในการจัดอันดับของสาขา Performing Arts และ Music จะมีน้ำหนักคะแนนที่แตกต่างจากสายวิทยาศาสตร์หรือการแพทย์อย่างชัดเจน
เพราะจะเน้นคะแนนจากชื่อเสียง โดยเฉพาะ “ชื่อเสียงจากนายจ้าง” ซึ่งได้คะแนนจากเครือข่ายนานาชาติที่แข็งแกร่ง และมีศิษย์เก่าที่จบการศึกษาและเข้าไปทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกันยังวัดคะแนนจาก “มาตรฐานการศึกษา” ซึ่งมหิดลก็มีคะแนนเด่นมากเช่นกัน ทำให้อันดับพุ่งขึ้นมา
ต่างกับสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องใช้ผลงานด้านวิชาการ เช่น จำนวนการถูกอ้างอิง (Citations) เป็นเกณฑ์หลักในการจัดอันดับ
แม้ว่าสาขาการแพทย์ (Medicine) หรือพยาบาลศาสตร์ (Nursing) ของมหิดลจะเป็นอันดับ 1 ของไทย แต่หากเทียบในระดับโลกยังต้องเจอการแข่งขันที่สูงมากจากสถาบันยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ และยุโรปที่มีงบวิจัยมหาศาล
นอกจากนี้ยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องโครงสร้าง เพราะการเป็น “วิทยาลัย” มีความคล่องตัวสูงกว่าการเป็น “คณะ” ทำให้สามารถมีงบประมาณของตนเอง และมีอำนาจการบริหารภายในได้มากกว่าเพื่อให้ตอบโจทย์วิชาชีพได้
ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้สาขาวิชาดนตรีของมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นหนึ่งเดียวจากไทยที่อยู่ใน 50 อันดับแรกของโลก
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในฐานะวิชาเลือก กลายมาเป็นวิทยาลัย มีระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจนจนเริ่มเป็นที่ยอมรับ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงในเวลาประมาณ 3 ทศวรรษเท่านั้น
