ในยุคปัจจุบันที่นิยามของครอบครัวได้ขยายขอบเขตไปถึงสัตว์เลี้ยงสี่ขา โดยในส่วนของเหล่า “น้องหมา” ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยมองว่าหมาเป็นเพียงสัตว์เฝ้าบ้าน กลับกลายมาเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งในฐานะ “ลูก” หรือสมาชิกคนสำคัญของบ้าน 

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้หมาได้รับการดูแลเอาใจใส่จนใกล้เคียงกับคน ทั้งด้านอาหารการกิน ที่อยู่ และการไปท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งยาลดความอ้วน ท่ามกลางเทรนด์ธุรกิจที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโต

ล่าสุดมีกระทั่งรายการทีวีที่ทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อให้หมาที่เลี้ยงไว้ในบ้านได้ดู (TV for Dogs) กันแล้ว

ความน่าสนใจของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เพียงธุรกิจที่อาจถูกมองว่าแปลก เพราะนี่คือธุรกิจที่กำลังเติบโตด้วยยอดวิวหลักล้าน 

จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมนี้ไม่ได้มาจากห้องทดลองขนาดใหญ่ แต่เกิดจากความรักของ ลูก้า คาราโน นักบินชาวอิตาลีผู้ใช้ชีวิตอยู่ในบาร์เซโลนา เขาต้องเผชิญกับความรู้สึกผิดทุกครั้งที่ต้องทิ้ง “ลูน่า” สุนัขแสนรักไว้ในห้องเพียงลำพังเพื่อออกไปทำธุระ 

ความสงสัยที่ว่าสุนัขจะเหงาหรือเบื่อเพียงใด กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างช่อง YouTube ชื่อ “Siesta Dog TV” ซึ่งรวบรวมวิดีโอที่ออกแบบมาเพื่อสุนัขโดยเฉพาะขึ้นมา 

คอนเทนต์ของเขาไม่ได้ใช้เพียงแค่สัญชาตญาณ แต่มีการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย เช่น การเลือกใช้โทนสีน้ำเงินและสีเหลืองซึ่งเป็นสีที่ดวงตาของสุนัขสามารถจำแนกได้ดีที่สุด 

แตกต่างจากโทรทัศน์ทั่วไปที่ออกแบบมาเพื่อการมองเห็นของมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดนตรีบำบัดที่มีจังหวะสม่ำเสมอเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจและสร้างสภาวะผ่อนคลายให้แก่สัตว์เลี้ยง 

ความสำเร็จของช่องสตรีมมิ่งเหล่านี้สะท้อนผ่านยอดเข้าชมที่สูงถึงหลายล้านครั้ง เช่นคอนเทนต์หนึ่งในช่อง Siesta Dog TV ที่มียอดวิวเกิน 3.5 ล้านครั้งไปแล้ว ท่ามกลางการเกิดขึ้นของอีกหลายช่อง เช่น Four Paws TV หรือ Puppy Dreamscape 

นิโคลัส ดอดแมน ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพฤติกรรมสุนัขในคอนเนตทิคัต อธิบายว่า ความต้องการในการผลิตคอนเทนต์เหล่านี้เกิดขึ้นจากความตระหนักเรื่อง “ความวิตกกังวลจากการแยกจาก” (Separation Anxiety) ที่เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มเจ้าของสัตว์เลี้ยงยุคใหม่ 

ประกอบกับมีการนำ AI มาใช้ในการสร้างคอนเทนต์ บริษัทที่ทำคอนเทนต์จึงสามารถสร้างภาพแอนิเมชันที่ซับซ้อน เช่น การจำลองภาพสุนัขวิ่งเล่นในสวนสาธารณะที่ฮาวาย หรือการซูมภาพสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างกระรอกและนก เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณและการรับรู้ของหมาได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ในแวดวงวิชาการยังคงมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับประสิทธิภาพที่แท้จริง โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Queen’s University Belfast ระบุว่า หมาส่วนใหญ่จดจ่อกับหน้าจอเพียงช่วงเวลาสั้นๆ (ประมาณ 10% ของเวลาทั้งหมด) และจะเริ่มเคยชินจนเมินเฉยต่อหน้าจอในที่สุด

นักวิจัยยังย้ำว่า “ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม” กับมนุษย์หรือสุนัขด้วยกันยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิต 

ทว่าในทางกลับกัน งานวิจัยจาก Auburn University และ Purdue University กลับพบว่าสำหรับหมาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จำกัด เช่น ศูนย์พักพิงหรือคอนโดมิเนียม การเปิดคอนเทนต์ให้ดูช่วยลดพฤติกรรมความเครียด เช่น การเดินวนไปมาหรือการเห่ากรรโชกได้อย่างมีนัยสำคัญได้

โดยพบว่าหมาจะมีพฤติกรรมการพักผ่อนและแต่งขนตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณของความสบายใจ หลังได้ดูคอนเทนต์กลุ่ม TV for Dogs 

ด้าน DogTV หนึ่งในบริษัทใหญ่ของตลาด TV for Dogs ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2012 ได้ยกระดับจากการเป็นเพียงคอนเทนต์สื่อบันเทิงสู่การเป็น “เครื่องมือบำบัด” โดยมีการใช้เทคนิคที่เรียกว่า Exposure Therapy หรือการบำบัดด้วยการเผชิญสิ่งที่กลัวในสภาวะควบคุม 

เช่น การเปิดวิดีโอที่มีเสียงพลุหรือบรรยากาศการนั่งรถยนต์ในระดับเสียงและภาพที่เหมาะสมและเสียงไม่ดังเกินไป เพื่อให้น้องหมาที่ขี้กลัวได้ทำความคุ้นเคยและลดอาการตื่นตระหนกเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์จริง 

นอกจากนี้ คอนเทนต์ดังกล่าวยังมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุนัขสูงวัยที่มีข้อจำกัดทางกายภาพ โดยช่วยสร้างการกระตุ้นทางจิตใจ (Mental Stimulation) ทดแทนการออกกำลังกายที่ทำได้น้อยลง 

แม้ทีวีสำหรับหมาจะไม่สามารถทดแทนความรักและการดูแลจากเจ้าของได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดูแปลกๆ ขณะเดียวกันอาจถูกมองว่าเป็นเพียงการเอาใจสัตว์เลี้ยงของคนที่ฐานะดีเท่านั้น

แต่ในอีกด้านหนึ่งนวัตกรรมนี้ถือเป็นเครื่องมือเสริมที่มีประสิทธิภาพในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสัตว์เลี้ยงในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว 

ดังนั้นความสำเร็จของธุรกิจนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี AI และวิทยาศาสตร์พฤติกรรมสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานถึงความใส่ใจที่มนุษย์มีต่อ “เพื่อนที่ดีที่สุด” ของเรา เพื่อให้มั่นใจว่าในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องอยู่ลำพัง พวกเขาจะยังมีโลกใบเล็กๆ บนหน้าจอที่คอยสร้างความสุขและความอุ่นใจให้ได้เสมอ / bbc