แม้ภาพรวมตลาดสกินแคร์ไทยในปี 2025 จะเติบโตแบบประคองตัวที่ 3-4% ด้วยมูลค่าแตะ 4 แสนล้านบาท
แต่สำหรับ “ศรีจันทร์” (SRICHAND) ภายใต้การนำของ “รวิศ หาญอุตสาหะ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด
กลับมองว่าปี 2026 คือหมุดหมายสำคัญที่แบรนด์จะข้ามผ่านข้อจำกัดเดิมๆ สู่การเป็น T-Beauty Leader
ที่ไม่ได้ขายแค่ความสวยงาม แต่ขาย “นวัตกรรมที่เข้าใจผิวคนเอเชียที่สุด”
เมื่อ Whitening คือกุญแจหลัก
โดยกุญแจสำคัญที่จะนำศรีจันทร์ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว คือการรุกเข้าสู่สมรภูมิ “Whitening” ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่ใหญ่ที่สุดและครองสัดส่วนถึง 45% ของตลาดสกินแคร์ทั้งหมด
หลังจากที่ก่อนหน้านี้แบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปั้นกลุ่ม Basic Skincare ให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
โดยการบุกตลาดครั้งนี้ ศรีจันทร์เลือกที่จะสร้างความแตกต่างด้วยการเปิดตัวสกินแคร์ไลน์ใหม่ล่าสุดในชื่อ “Phyto Camellia PDRN”
ซึ่งจะครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์เจลล้างหน้า น้ำตบ เซรั่ม ไปจนถึงเจลครีม
โดยจุดขายสำคัญ คือการนำนวัตกรรมฟื้นฟูผิวระดับ DNA อย่าง PDRN ที่ปกติในท้องตลาดมักจะสกัดจากปลาแซลมอน
มาปรับสูตรใหม่เป็น Vegan PDRN ซึ่งสกัดจาก DNA ของดอกคามิเลีย 100% แทน เพื่อให้ตอบโจทย์คนแพ้ง่ายและเป็นทางเลือกใหม่ในตลาด
ซึ่งนวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ตอบรับเทรนด์ Healthy Glow และ Slow-Aging ที่กำลังมาแรงในระดับโลก
แต่ยังถูกคิดค้นมาเพื่อผิวคนไทย หรือที่แบรนด์เรียกว่าแนวคิด “T-SKIN” (Thai Skin) ที่ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้นและมลภาวะเมืองได้ดีกว่าแบรนด์ต่างชาติ
“แบมแบม” จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ สู่ภาพลักษณ์สากล
อีกหนึ่งไฮไลต์คือการต่อสัญญากับ “แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุล” เป็นปีที่ 2
ซึ่งเป้าหมายในครั้งนี้ แบรนด์ไม่ได้มองแค่เรื่องของการสร้างกระแสให้คนจดจำเพียงอย่างเดียว
แต่เป็นการดึงเอาตัวตนของศิลปินระดับโลกมาผสานกับจุดยืน T-SKIN เพื่อสะท้อนภาพ “ผิวไทยสู่เวทีสากล”
“รวิศ” ยอมรับว่า พลังของซูเปอร์สตาร์มีอิทธิพลอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยดันยอดขายให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว
ภาพลักษณ์ความเป็นอินเตอร์ยังช่วยปูทางให้คนต่างชาติเปิดใจยอมรับแบรนด์ไทยได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ซึ่งปัจจุบันศรีจันทร์แบ่งพอร์ตพรีเซ็นเตอร์ชัดเจน 3 สไตล์ เพื่อสื่อสารแบบ 360 องศาให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
- ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก (เมคอัพ)
- โบว์ เมลดา (กันแดด)
- และ แบมแบม (สกินแคร์)
กางแผนรับมือ “ปีที่โหดกว่าเดิม”
แม้ปีที่ผ่านมาศรีจันทร์จะทำยอดขายได้กว่า 2,000 ล้านบาท หรือเติบโตตามเป้าที่ 30-40%
แต่ปี 2026 ศรีจันทร์กลับตั้งเป้าเติบโตเพียง 20% เนื่องจากมองว่าปีนี้ถือเป็นปีที่มีความท้าทายสูงมาก
โดย “รวิศ” เผยว่าเพียงแค่ 1-2 เดือนแรกของปี แบรนด์ต้องทบทวนแผนงานและงบประมาณไปแล้วถึง 3 รอบ ซึ่งถือว่าถี่ที่สุดเท่าที่เคยทำมา
เพื่อรับมือกับปัจจัยลบที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและต้นทุนบรรจุภัณฑ์
ศรีจันทร์จึงเลือกตั้งรับด้วยการสต็อกบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าเพื่อตรึงราคาสินค้าไม่ให้กระทบผู้บริโภค
พร้อมกับตัดสินใจเลื่อนแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ออกไปก่อน เพื่อหันมาโฟกัสการจัดระบบหลังบ้านใหม่
ด้วยการนำเทคโนโลยี AI มาปรับโครงสร้างองค์กร ลดต้นทุน และทำให้การทำงานคล่องตัวที่สุด
กลยุทธ์ครีมซองสู้ศึก
นอกจากนี้ เมื่อภาวะเศรษฐกิจส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคชะลอตัว ศรีจันทร์จึงต้องปรับกลยุทธ์สินค้าให้สอดคล้องกับกระเป๋าเงินของลูกค้า
โดยดึงเอา “ครีมซอง” ราคา 39 บาท มาเป็นฮีโร่โปรดักต์ในการสู้ศึก ซึ่งปัจจุบันแบรนด์มีสินค้าแบบซองกว่า 20-30 รายการ
เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมคนที่ระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ยังคงต้องการเข้าถึงนวัตกรรมความงามในราคาที่ไม่ต้องคิดเยอะ
ทำให้กลุ่มครีมซองกลายเป็นสินค้าหลักที่สร้างการเติบโตได้ดีเยี่ยม
ปั้น T-Beauty ให้เป็น Soft Power ระดับภูมิภาค
ท้ายที่สุดแล้ว การปรับตัวอย่างรอบด้านของศรีจันทร์ ไม่ได้ทำไปเพื่อเพียงรักษายอดขายในประเทศ
แต่คือการปูทางสู่เป้าหมายระยะยาวในการผลักดัน T-Beauty ให้เป็น Soft Power ระดับภูมิภาค
แม้ปัจจุบันรายได้จากการส่งออกจะอยู่ที่ 5% โดยกระจายไปในญี่ปุ่น, จีน และฟิลิปปินส์ แต่ศรีจันทร์ก็ยังคงเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
เพราะในสมรภูมิความงามที่เต็มไปด้วยความผันผวน การหยุดนิ่งเท่ากับเดินถอยหลัง
และนี่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญที่จะทำให้ความฝันในการเห็นแบรนด์ไทยผงาดในตลาดโลก กลายเป็นความจริง
