ในตลาดค้าปลีกสินค้าอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยที่มีมูลค่าสูงถึง 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 170,000-180,000 ล้านบาท
ปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จัก MR. D.I.Y. ร้านค้าปลีกที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในแทบทุกทำเล และได้กลายเป็นแบรนด์อันดับ 1 ที่ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายที่สุดไปแล้ว
โดยภาพสะท้อนความสำเร็จที่ชัดเจนที่สุด คือผลประกอบการในปี 2568 ที่ผ่านมา MR. D.I.Y. สามารถทำรายได้ทะลุ 2.01 หมื่นล้านบาท เติบโต 24% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
และกวาดกำไรสุทธิไปถึง 2.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% พร้อมทั้งสามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จตามเป้าหมาย
นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ฉายภาพว่า ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 1,127 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ
แบ่งเป็นรูปแบบสแตนด์อโลน 829 สาขา และบนห้างสรรพสินค้า (Retail mall-based) 298 สาขา โดยรายได้กว่า 70% มาจากสาขาสแตนด์อโลน มีลูกค้าหมุนเวียนเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก 95 ล้านราย เป็น 120 ล้านรายต่อปี และคาดว่าตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นอีก
โอกาสโตอีก 3 เท่า เมื่อเทียบโมเดล “ไทย-มาเลเซีย”
เพราะหากมองในสเกลระดับโลก สาขาในไทยคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของสาขา MR. D.I.Y. กว่า 6,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งบริษัทมองเห็นช่องว่างการเติบโตอีกมาก เพราะหากนำข้อมูลมาเทียบกับประเทศต้นกำเนิดอย่างมาเลเซีย
ปัจจุบันมาเลเซียมีอัตราส่วนการให้บริการลูกค้าอยู่ที่ 22,000 รายต่อ 1 สาขา ขณะที่ประเทศไทย ตัวเลขความหนาแน่นพุ่งไปถึง 62,000 รายต่อ 1 สาขา ซึ่งตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า MR. D.I.Y. ในไทยยังมีช่องว่างให้ขยายสเกลได้อีกถึง 3 เท่าตัว
อัดงบ 4,000 ล้านบาท ปั้นคลังสินค้า-ขยายสาขา
เพื่อรองรับสเกลที่จะใหญ่ขึ้น ในปี 2026 บริษัทเตรียมงบลงทุนไว้ 4,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีที่แล้วที่ใช้ไป 2,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 ส่วนหลัก
1. งบ 2,100 ล้านบาท สำหรับการขยายสาขา โดยในปี 2026 ตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่มอีกกว่า 210 แห่ง เพื่อดันให้สิ้นปีมีสาขารวม 1,327 แห่ง และในปี 2027 จะเปิดเพิ่มในอัตราเร่งเท่าเดิม เพื่อให้ทะลุ 1,527 สาขา
โดย 90% ของสาขาใหม่จะเป็นสแตนด์อโลนฟอร์แมตใหม่ “MR. DIY 2.0” ที่ถอดบทเรียนและสะสมประสบการณ์การทำงานตลอดสิบปี มาออกแบบหน้าร้านให้มีสีสันโดดเด่นสะดุดตากว่าเดิม เพื่อเจาะเข้าถึงชุมชนให้ลึกขึ้น ซึ่งปัจจุบันได้เจรจาคอนเฟิร์มพื้นที่ไปแล้วกว่า 70%
รวมถึง 100% ของสาขาใหม่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ถึง 35% ตอบโจทย์ด้าน ESG พร้อมตั้งเป้าจ้างงานเพิ่มอีกกว่า 2,000 ตำแหน่ง
2. งบ 1,900 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่ดิน) สำหรับคลังสินค้าอัตโนมัติ บนพื้นที่ 160 ไร่ ย่านบางนา-ตราด กม.29 ซึ่งจะเป็นคลังสินค้าแห่งที่ 7 ที่จะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการกระจายสินค้าให้กับสาขาในอนาคตได้สูงสุดถึง 3,000 แห่ง โดยคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2028
เติมสินค้าใหม่ทุกเดือน เพิ่มการซื้อซ้ำ
นอกเหนือจากแผนการขยายสาขาแล้ว ในปี 2026 บริษัทก็มีแผนที่จะนำเสนอสินค้าใหม่ๆ เข้าไปในร้านทุกเดือน เดือนละประมาณ 500 รายการ ควบคู่ไปกับการรุกหนักในกลุ่มสินค้าแบรนด์ตัวเอง หรือ Private-Label เพื่อดันมาร์จิ้นและเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า เช่น
- MR. D.I.Y. PREMIUM : เครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพสูง
- MR. D.I.Y. : ของใช้ในครัวเรือนที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
- DAY’S : ของใช้จำเป็นทั่วไป
- HOJA : กลุ่มขนมและของทานเล่น
- ADOREA : กลุ่มเครื่องประดับแฟชั่น
- และยังเกาะกระแสลิขสิทธิ์สินค้า IPs ด้วยแคแรกเตอร์อย่าง O.O Meow และ Banana-Ya
เพราะจากอินไซต์พฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า ลูกค้า MR. D.I.Y. ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคไหน จะมียอดใช้จ่ายต่อบิล (Basket Size) เฉลี่ยเท่ากันหมดที่ประมาณ 165 บาท (ไม่รวม VAT) ดังนั้น การที่บริษัทเพิ่มสินค้าใหม่ในทุกๆ เดือน คาดว่าจะช่วยให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้มากยิ่งขึ้น
ซึ่งปัจจุบันสินค้าของ MR. D.I.Y. จะมีอยู่ทั้งหมด 16,000 รายการ ครอบคลุมทั้ง 6 หมวดหมู่ได้แก่
- เครื่องใช้ในครัวเรือนและตกแต่งบ้าน คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 37%
- สินค้าเบ็ดเตล็ด คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 24%
- อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และเครื่องมือช่าง คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 16%
- เครื่องใช้ไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 9%
- เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 8%
- ของเล่น คิดเป็นสัดส่วนรายได้ประมาณ 6%
โดยสินค้ากว่า 75% จะเป็นการนำเข้าจากจีน เวียดนาม มาเลเซีย และอีก 25% จะเป็นการสั่งซื้อจากผู้ผลิตท้องถิ่น (Local Supplier) ในไทยกว่า 300 ราย
4 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนทศวรรษใหม่
ท้ายที่สุด แม้บริษัทจะต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอย่างต้นทุนราคาน้ำมัน ที่ได้ประเมินว่าจะกระทบต้นทุนโลจิสติกส์เพียง 1-1.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในจุดที่ควบคุมได้
และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ MR. D.I.Y. ก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
- การขยายสาขาต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงทุกพื้นที่
- เพิ่มความหลากหลายของสินค้า ในราคาที่ “ถูกและคุ้มเสมอ”
- สร้าง Top of Mind ให้ลูกค้าผ่านมาร์เก็ตติ้งแคมเปญ โดยเฉพาะแคมเปญ “10 year Anniversary beside you” ที่จะเริ่มลุยตั้งแต่ 1 เมษายนนี้ยาวไปทั้งปี
- ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับเรื่องสิ่งแวดล้อม (ESG)
ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า MR. D.I.Y. ไม่ได้แข่งกับใคร นอกจากแข่งกับพื้นที่ที่พวกเขายังไปไม่ถึง และการบาลานซ์ความหลากหลายของสินค้าให้ตรงใจคนเดินเข้ามาร้าน ในงบประมาณ 165 บาท ที่หยิบจ่ายได้แบบไม่ต้องคิดเยอะ
