หลังยืนหยัดอยู่ในธุรกิจค้าปลีกไทยมานานถึง 42 ปี ในที่สุดแบรนด์ซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์ญี่ปุ่นอย่าง “Max Valu” ก็ต้องปิดฉากตำนานลงอย่างเป็นทางการ เมื่อบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ประกาศเข้าซื้อกิจการ อิออน (ไทยแลนด์) ผู้บริหารร้าน Max Valu ทั้งหมด และเตรียมรีแบรนด์ทุกสาขาให้กลายเป็น Tops

พาย้อนรอยเส้นทางของแบรนด์ Max Valu ตั้งแต่จุดกำเนิดในญี่ปุ่น การเข้ามาบุกตลาดไทย ไปจนถึงวิกฤตที่นำไปสู่การเปลี่ยนมือครั้งสำคัญ

จากร้านขายผักเล็ก ๆ สู่เครือข่ายค้าปลีกระดับโลก

รากเหง้าของแบรนด์ Max Valu ย้อนกลับไปได้ถึงกิจการที่ชื่อว่า “Yaohan” ก่อตั้งขึ้นในปี 1930 โดยครอบครัววาดะ (Ryohei Wada และภรรยา Katsu Wada) เริ่มต้นจากร้านขายผักเล็ก ๆ ในจังหวัดชิซุโอกะ ก่อนที่ทายาทรุ่นลูกอย่าง Kazuo Wada จะเข้ามาสานต่อกิจการในช่วงทศวรรษ 1950 และขยายกิจการจนเติบโตเป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ระดับนานาชาติ

ในช่วงพีคของกิจการ Yaohan มียอดขายรวมสูงถึง 500,000 ล้านเยนต่อปี ราว 1 แสนล้านบาท และขยายสาขาไปมากกว่า 450 แห่งใน 16 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่

อย่างไรก็ตาม การขยายกิจการอย่างรวดเร็วเกินตัวในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ประกอบกับวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 ทำให้ Yaohan แบกรับภาระหนี้สินมหาศาลจนไม่สามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ และต้องประกาศล้มละลายในที่สุด กลุ่มอิออน (ในขณะนั้นยังใช้ชื่อ Jusco) ได้เข้าซื้อกิจการส่วนที่ยังดำเนินงานได้ในญี่ปุ่นเมื่อเดือนธันวาคมปี 1997 ก่อนจะปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อร้านเป็น “Maxvalu Tokai” ในปี 2000

ในเวลาต่อมา อิออนได้รวบรวมซูเปอร์มาร์เก็ตระดับภูมิภาคหลายแบรนด์ในเครือ ทั้งที่มาจากการควบรวมกิจการและปรับโครงสร้างภายใน ให้อยู่ภายใต้ชื่อทางการค้าเดียวกันคือ “Maxvalu” เพื่อวางตำแหน่งเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตที่เน้นสินค้าราคาย่อมเยาสำหรับผู้บริโภคทั่วไป

สาขาแรกภายใต้ชื่อนี้เปิดตัวในปี 1994 ก่อนจะขยายเครือข่ายจนกลายเป็นหนึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขามากที่สุดในญี่ปุ่น

เข้าสู่ประเทศไทยจาก Siam Jusco

กลุ่มอิออนเริ่มเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 1984 ภายใต้ชื่อ “Siam Jusco” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นต่างชาติรายแรก ๆ ที่บุกเบิกธุรกิจซูเปอร์สโตร์สมัยใหม่ในไทย ก่อนที่ในเวลาต่อมาบริษัทจะเปลี่ยนชื่อเป็น “อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด”

ในปี 2007 อิออน (ไทยแลนด์) เปิด Max Valu สาขาแรกที่สาขานวมินทร์ กรุงเทพฯ ถือเป็นการขยายแบรนด์ออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรกของกลุ่มอิออน ก่อนที่ในปี 2008 บริษัทจะทยอยปรับเปลี่ยนร้านในเครือ JUSCO ทั้งหมดในไทยให้กลายเป็น Max Valu อย่างเต็มรูปแบบ

เติบโตต่อเนื่องก่อนเผชิญขาลง

ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ Max Valu ในไทยถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร โดยสามารถขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นเพียงไม่กี่สาขา จนมีจำนวนสาขารวมถึง 68 แห่งในปี 2012 และเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 74 สาขาในปี 2014 ครอบคลุมทั้งรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่และร้านสะดวกซื้อขนาดเล็ก กลายเป็นทางเลือกที่คุ้นเคยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศและสินค้าสไตล์ญี่ปุ่นในราคาที่จับต้องได้

แม้จะเคยเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหนึ่ง แต่ในระยะหลัง Max Valu ในไทยกลับเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดค้าปลีกอาหารและร้านสะดวกซื้อ

ผลประกอบการของอิออน (ไทยแลนด์) ในช่วงปี 2021-2025 มีรายได้หดตัวเฉลี่ยเกือบ 10% ต่อปี อันเป็นผลมาจากการทยอยปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าแม้แบรนด์จะเคยเติบโตได้ดีในอดีต แต่ก็ไม่สามารถรักษาโมเมนตัมการขยายตัวระยะยาวไว้ได้

จุดเด่นของร้าน Max Valu ในไทย ซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นความคุ้มค่า

Max Valu ในประเทศไทยดำเนินธุรกิจภายใต้สองรูปแบบหลัก ได้แก่ Max Valu Supermarket รูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดเต็ม พื้นที่ประมาณ 1,000-3,000 ตารางเมตร จำหน่ายสินค้าครบวงจรทั้งอาหารสด อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค

และ Max Valu Tanjai รูปแบบร้านขนาดเล็กหรือมินิมาร์ท พื้นที่ประมาณ 300-800 ตารางเมตร บางสาขาเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เน้นความสะดวกรวดเร็วสำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อของกินระหว่างวันหรือยามค่ำคืน

จุดเด่นที่ทำให้ Max Valu เป็นที่จดจำของผู้บริโภคไทยคือการนำเสนอบรรยากาศและสินค้าสไตล์ญี่ปุ่น ทั้งข้าวปั้นโอนิกิริ เบนโตะ และเมนูอาหารญี่ปุ่นอื่น ๆ ควบคู่กับอาหารไทยและอาหารพร้อมทานที่ผลิตสดใหม่ในแต่ละวัน โดยเฉพาะข้าวกล่องและอาหารพร้อมทานที่ตั้งราคาย่อมเยาเริ่มต้นเพียงหลักสิบบาท ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการอาหารคุณภาพดีในราคาประหยัด

นอกจากนี้ยังมีสินค้าแบรนด์ตัวเองชื่อ Topvalu ซึ่งเป็นสินค้าไพรเวทแบรนด์ของกลุ่มอิออนที่ช่วยตรึงราคาสินค้าให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้

วิกฤตที่นำไปสู่การถูกเทคโอเวอร์

แม้จะมีจุดแข็งด้านอาหารพร้อมทานและภาพลักษณ์ความเป็นญี่ปุ่น แต่ Max Valu ในไทยกลับต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่ดุเดือดจากร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่มีเครือข่ายสาขาหนาแน่นกว่า ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้บริษัทต้องทยอยปิดสาขาลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ผลประกอบการที่ซบเซาสะท้อนผ่านตัวเลข ปี 2025 อิออน (ไทยแลนด์) มีรายได้รวมประมาณ 3,800 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิราว 266 ล้านบาท ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำว่าธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตของอิออนในไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญของกลุ่มอิออนที่จะถอนตัวออกจากธุรกิจค้าปลีกอาหารในไทย

ผู้เข้าเทคโอเวอร์ Max Valu

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2026 บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (CFR) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ CRC ถือหุ้น 100% ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเพื่อเข้าซื้อหุ้นสามัญทั้งหมด 100% ของบริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต Max Valu จำนวน 30 สาขาทั่วประเทศ โดยอิออน (ไทยแลนด์) มีทุนจดทะเบียน 890 ล้านบาท และ CRC จะใช้กระแสเงินสดภายในบริษัทเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการทำธุรกรรมนี้

ภายหลังการเข้าซื้อกิจการแล้วเสร็จ CRC มีแผนปรับร้าน Max Valu ทั้ง 30 สาขาให้กลายเป็น “Tops” ทั้งหมด เพื่อผนวกเข้ากับเครือข่าย Tops ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 736 สาขาทั่วประเทศ และตั้งเป้าขยายให้ครบ 1,000 สาขาภายในปี 2027

ดีลดังกล่าวยังทำให้ CRC ได้รับฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่า 900,000 ราย รวมถึงศูนย์ผลิตอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat Processing Center) ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการผลิตสินค้าอาหารพร้อมทานของกลุ่ม Tops ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ถือเป็นการปิดฉาก 42 ปีของกลุ่มอิออนในธุรกิจค้าปลีกอาหารของไทย อย่างไรก็ตาม อิออนยืนยันว่าจะยังคงดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ในประเทศไทยต่อไป ทั้งธุรกิจการเงิน ธุรกิจบันเทิง และธุรกิจสุขภาพและความงาม โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจค้าปลีกในเวียดนามเป็นหลักแทน

ธุรกิจยังแข็งแกร่งนอกประเทศไทย

แม้ Max Valu ในไทยจะต้องยุติบทบาทลง แต่ในภาพรวมระดับโลก ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตในเครือ Max Valu และกลุ่มอิออนยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในตลาดญี่ปุ่นซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลัก

บริษัท Maxvalu Tokai ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทลูกหลักของแบรนด์ในภูมิภาคโทไก รายงานผลประกอบการปีบัญชีสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ว่ามีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2.9% แตะระดับ 377,400 ล้านเยน และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 12.9% เป็น 9,400 ล้านเยน ซึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงสาขา การเพิ่มประสิทธิภาพด้านดิจิทัล และการขยายบริการนอกหน้าร้าน

ในระดับกลุ่มบริษัทแม่ AEON Co., Ltd. ธุรกิจกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket Business) ก็มีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปีบัญชี 2025 กำไรจากการดำเนินงานของกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้นสองดิจิต แตะระดับ 12,900 ล้านเยน โดยได้แรงหนุนจากการขยายสินค้าไพรเวทแบรนด์ Topvalu การปรับกลยุทธ์ด้านราคา การปฏิรูปโครงสร้างต้นทุน และการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน

ขณะที่ในภาพรวมทั้งกลุ่ม AEON ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปีบัญชี 2025 ไว้ที่ 10.5 ล้านล้านเยน และกำไรจากการดำเนินงานราว 270,000 ล้านเยน

สะท้อนให้เห็นว่า แม้ Max Valu จะต้องยุติบทบาทในตลาดไทยเนื่องจากปัจจัยเฉพาะด้านการแข่งขันและการดำเนินงานในประเทศ แต่ในภาพรวมระดับโลก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิด ยังคงสามารถเติบโตและทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง

การปิดตำนาน Max Valu ในประเทศไทย ทำให้ผู้คนบนโลกโซเชียลออกมาร่ำลา และกล่าวเสียดายแหล่งข้าวกล่องราคาถูกที่พวกเขามักไปฝากท้อง

ในบทสุดท้ายแบรนด์จะไม่อาจต้านทานแรงกดดันด้านการแข่งขันในตลาดไทยได้ และต้องส่งไม้ต่อให้กับ Tops ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ถือเป็นการปิดตำนานซูเปอร์มาร์เก็ตสไตล์ญี่ปุ่นที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่าสี่ทศวรรษอย่างเป็นทางการ