เศรษฐกิจไม่ดี คนหยุดลงทุน? อาจไม่จริงเสมอไป

เพราะในอีกมุมหนึ่ง ยังมีกลุ่มคนที่มีเงินทุน แต่ไม่อยากเริ่มธุรกิจจากศูนย์ และไม่มั่นใจว่าตัวเองมีความเชี่ยวชาญมากพอที่จะบริหารทุกอย่างด้วยตัวเอง คนกลุ่มนี้กำลังมองหา “ธุรกิจที่มีระบบ” มากกว่าการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ธุรกิจแฟรนไชส์ยังมีโอกาสเติบโต แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว

จิรภัทร สำเภาจันทร์ กรรมการผู้จัดการ ประธานคณะที่ปรึกษา Top Business Consultant and Management Co., Ltd. และอุปนายกสมาคมแฟรนไชส์และไลเซนส์ มองปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นความต้องการแบบ “Active Income Solution” หรือทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการสร้างรายได้จากการลงมือทำธุรกิจจริง โดยมีระบบแฟรนไชส์เข้ามาช่วยให้การเริ่มต้นง่ายขึ้น

และที่น่าสนใจคือ คนที่เข้ามาลงทุนไม่ได้มองหาแค่ร้านเล็กๆ เงินลงทุนหลักแสนหรือหลักล้านเท่านั้น แต่ตลาดมีตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงการลงทุน 30–40 ล้านบาทต่อสาขา

คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “แฟรนไชส์อะไรขายดี” แต่คือ ในช่วงที่กำลังซื้อระมัดระวังมากขึ้น ธุรกิจแบบไหนยังมีโอกาส?

จากมุมมองของ จิรภัทร มี 6 กลุ่มที่น่าจับตา ตั้งแต่ธุรกิจที่คุ้นเคยอย่างอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงธุรกิจใหม่ๆ ที่หลายคนอาจยังไม่เคยคิดว่าจะทำเป็นแฟรนไชส์ได้

1. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ยังเป็นพระเอกของตลาด

เริ่มจากธุรกิจที่แทบไม่มีใครแปลกใจ นั่นคือ Food & Drink

อาหารและเครื่องดื่มยังเป็นธุรกิจที่ครองสัดส่วนมากกว่า 50% ของตลาดแฟรนไชส์ไทย และยังเป็น Global Trend ที่มีความต้องการอยู่ต่อเนื่อง

เหตุผลหนึ่งก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนก็ยังต้องกิน เพียงแต่โจทย์ของผู้ประกอบการอาจเปลี่ยนไปตามกำลังซื้อและพฤติกรรมของลูกค้า

ด้วยสัดส่วนที่มากกว่าครึ่งตลาด ทำให้ Food & Drink ยังคงเป็นสนามใหญ่ที่สุดของแฟรนไชส์ไทย และเป็นกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

แต่การมีตลาดใหญ่ไม่ได้แปลว่าทุกแบรนด์จะประสบความสำเร็จ เพราะสุดท้ายสิ่งที่ต้องดูคือระบบธุรกิจสามารถทำซ้ำได้หรือไม่ และสาขาที่ลงทุนสามารถทำกำไรได้จริงแค่ไหน

2. ธุรกิจสุขภาพไม่ใช่แค่เปิดฟิตเนส แต่กำลังไปถึง “สุขภาพเฉพาะคน”

ถัดมาคือ Healthy & Wellness ซึ่งกำลังเปลี่ยนหน้าตาไปจากธุรกิจสุขภาพที่เราเคยเห็น

เมื่อก่อนพูดถึงธุรกิจ Wellness หลายคนอาจนึกถึงฟิตเนส สปา หรือยิม แต่วันนี้โมเดลเริ่มละเอียดขึ้น เพราะผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่ “สุขภาพดี” แต่ต้องการรู้ด้วยว่า สุขภาพของตัวเองควรดูแลอย่างไร

โดยเริ่มมีธุรกิจที่นำเครื่องมือและอุปกรณ์เฉพาะทางเข้ามาตรวจสุขภาพ ก่อนนำข้อมูลไปออกแบบแผนการใช้ชีวิตและคู่มือดูแลป้องกันสุขภาพเฉพาะบุคคล

อีกโมเดลที่น่าจับตาคือ Personalized Vitamin หรือการจัดวิตามินให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละคน โดยไม่ได้ให้ลูกค้าทุกคนรับวิตามินชุดเดียวกัน แต่ใช้ข้อมูลด้านสุขภาพและความต้องการของแต่ละบุคคลมาช่วยออกแบบว่า ควรได้รับวิตามินหรือสารอาหารประเภทใด และในรูปแบบไหน

แนวคิดนี้ทำให้ธุรกิจ Wellness ขยับจากการขายสินค้าแบบเดียวให้กับคนจำนวนมาก ไปสู่การให้บริการที่มีความเฉพาะบุคคลมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เกิดโมเดลแฟรนไชส์รูปแบบใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องสินค้า แต่แข่งขันกันที่การออกแบบบริการให้ตรงกับลูกค้าแต่ละคน

3. ธุรกิจร้านอาบน้ำน้องหมา สู่โรงพยาบาลสัตว์

ถัดมาเป็นตลาดที่โตขึ้นตามจำนวน “ทาส” ที่พร้อมจ่ายให้ลูกสี่ขา นั่นคือ Pet Economy

เดิมทีแฟรนไชส์ในตลาดสัตว์เลี้ยงที่เห็นกันบ่อยคือ Pet Shop หรือร้านอาบน้ำตัดขน แต่เมื่อพฤติกรรม Pet Humanization หรือการเลี้ยงสัตว์เหมือนสมาชิกในครอบครัวชัดขึ้น ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสัตว์ก็เริ่มมีพื้นที่มากขึ้น

หนึ่งในโมเดลที่น่าสนใจคือ “แฟรนไชส์โรงพยาบาลสัตว์” กรณีของโรงพยาบาลสัตว์เอราวัณเริ่มจากการขยายสาขาของตัวเองจนมีความพร้อม ก่อนพัฒนาต่อเป็นระบบแฟรนไชส์เพื่อรองรับผู้สนใจลงทุน

สิ่งที่ทำให้ตลาดนี้น่าสนใจคือ เมื่อสัตว์เลี้ยงถูกมองเหมือนคนในครอบครัว เจ้าของก็พร้อมจ่ายเพื่อการรักษามากขึ้น โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสำหรับการนำสัตว์เลี้ยงเข้ารับการรักษาแบบ Admit อยู่ที่ประมาณ 19,000–24,000 บาทต่อครั้ง

จากธุรกิจที่เคยขายอาหารและของใช้ จึงกำลังขยับไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการรักษา ซึ่งมีมูลค่าต่อการใช้บริการสูงขึ้น

4. ธุรกิจสังคมสูงวัยไม่ได้มีแค่ “บ้านพักคนชรา”

อีกตลาดที่กำลังมา คือ Elderly Care แต่ภาพของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในอนาคตอาจไม่ได้มีแค่บ้านพักคนชราแบบที่เราคุ้นเคย เพราะสามารถแบ่งออกได้ถึง 3 รูปแบบตามระดับการดูแล

  • กลุ่มแรกคือ Active Senior สำหรับผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงและช่วยเหลือตัวเองได้ โมเดลจะคล้าย Service Apartment แต่เพิ่ม Wellness, Spa และสระว่ายน้ำเข้ามา
  • กลุ่มที่สองคือ Semi-dependent สำหรับผู้สูงอายุที่เริ่มช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง รวมถึงผู้ป่วยติดเตียง โดยมีพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด
  • ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือ Palliative/Hospice สำหรับการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ลักษณะคล้ายโรงพยาบาลพรีคลินิก โดยเน้นการดูแลแบบประคับประคอง ให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและจากไปอย่างสงบ

จะเห็นได้ว่า Elderly Care กำลังกลายเป็นตลาดที่มีหลายระดับ ตั้งแต่คนสูงวัยที่ยังใช้ชีวิตได้เอง ไปจนถึงผู้ที่ต้องการการดูแลตลอดเวลา

5. ธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเดียวอาจไม่พอ ธุรกิจต้อง “ข้ามเซกเมนต์”

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวยังมีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน หรือโรงเรียนสอนทำอาหาร แต่สิ่งที่น่าจับตากว่าคือการเอาหลายธุรกิจมารวมกัน เพื่อสร้างรายได้จากลูกค้ากลุ่มเดียวกันให้มากขึ้น

ตัวอย่างคือ “King of Rate” คาเฟ่และร้านอาหารแนว Brunch ที่เลือกทำเลท่องเที่ยวซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากยุโรปและอเมริกาอยู่จำนวนมาก

จุดน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่เมนูอาหาร แต่เป็นการจับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่นิยมกินมื้อเช้าควบกลางวัน หรือ Brunch ทำให้ร้านสามารถขายตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึง 16.00 น.

จากร้านอาหารธรรมดา จึงกลายเป็นโมเดลที่เชื่อมทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน นี่คือ Cross-Segment ที่ทำให้ธุรกิจไม่ได้พึ่งรายได้จากสินค้าเพียงประเภทเดียว และมีโอกาสเพิ่มรายได้จากพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการอยู่แล้ว

6. เมื่อธุรกิจเจอปัญหาเรื่องคน เทคโนโลยีจึงเข้ามาแก้

เทรนด์สุดท้ายอาจดูไกลตัวที่สุด แต่กำลังเกิดขึ้นในต่างประเทศ นั่นคือ Special Niche ธุรกิจเฉพาะทางที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ Pain Point ของธุรกิจ

โจทย์สำคัญอย่างหนึ่งของธุรกิจแฟรนไชส์คือ “คน” เพราะเมื่อขยายหลายสาขา การควบคุมพนักงานและรักษามาตรฐานให้เหมือนกันทุกสาขาไม่ใช่เรื่องง่าย

ตัวอย่างที่กำลังพยายามผลักดันเข้ามาคือ แฟรนไชส์บริษัทรักษาความปลอดภัยที่ใช้ “หุ่นยนต์ รปภ.” จากเดิมที่ต้องพึ่งพาบุคลากรจำนวนมาก ก็เปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์และระบบควบคุมเข้ามาช่วย ทำให้ใช้แรงงานคนในการควบคุมน้อยลง และจัดการระบบแฟรนไชส์ได้ง่ายขึ้น

ที่สำคัญคือ เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแค่ลดจำนวนคน แต่ยังช่วยให้การควบคุมมาตรฐานด้านความปลอดภัยทำได้เป็นระบบมากขึ้น

แฟรนไชส์ที่ดีจึงไม่ใช่แค่ “แบรนด์ดัง”

เมื่อมองทั้ง 6 เทรนด์ สิ่งที่เห็นชัดคือ ตลาดแฟรนไชส์กำลังขยับออกจากธุรกิจแบบเดิมๆ ไปสู่ธุรกิจที่เกาะพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค ตั้งแต่คนที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เลี้ยงสัตว์เหมือนลูก สังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาการบริหารคน

แต่สำหรับคนที่กำลังจะลงทุน สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การเลือกธุรกิจที่ดู “ฮอต” ที่สุด เพราะแบรนด์ดังไม่ได้แปลว่าลงทุนแล้วจะกำไร

สิ่งที่ต้องดูจริงๆ คือระบบหลังบ้านมีความพร้อมแค่ไหน ตั้งแต่เครื่องมือ ระบบสัญญา แผนการเงิน ไปจนถึงการสนับสนุนหลังเปิดสาขาและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ร้านต้นแบบ” หรือ Prototype ต้องพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าโมเดลนี้ทำธุรกิจจริงแล้วมีกำไร ไม่ใช่แค่ขายแฟรนไชส์ได้

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่นักลงทุนซื้อจากแฟรนไชส์ไม่ควรเป็นเพียงชื่อแบรนด์ แต่คือ “ระบบธุรกิจ” ที่สามารถนำไปทำซ้ำและสร้างรายได้จริง