ปี 2567 อุตสาหกรรมส่งออกมะพร้าวไทย กลุ่มน้ำมะพร้าวและกะทิมีมูลค่าส่งออกรวมกันสูงถึง 39,760 ล้านบาท 

ท่ามกลางโอกาสที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ผู้ประกอบการไทยจะเปลี่ยน ‘วัตถุดิบดั้งเดิม’ อย่างน้ำมะพร้าวและกะทิ ให้กลายเป็น ‘สินค้านวัตกรรม’ ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และทำเงินในตลาดโลกได้อย่างไร

ส่งออกมะพร้าวไทยเกือบ 4 หมื่นล้าน จะไปต่ออย่างไร 

เมื่อตลาดโลกไม่ต้องการแค่ ‘กะทิ-น้ำมะพร้าว’ เดิม ๆ

ปี พ.ศ. มูลค่าตลาดส่งออกน้ำมะพร้าวไทย ปริมาณน้ำมะพร้าว ตลาดส่งออกหลัก มูลค่าตลาดส่งออกกะทิไทย ปริมาณกะทิ ตลาดส่งออกหลัก
2565 16,800 ล้านบาท 450 ล้านลิตร สหรัฐอเมริกา และ จีน 70% / ตลาดอื่น ๆ นำโดย ออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร 30% 11,277 ล้านบาท 250 ล้านลิตร สหรัฐอเมริกา และ สหภาพยุโรป 65% / ตลาดอื่น ๆ นำโดย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และจีน 35%
2566 18,500 ล้านบาท 512 ล้านลิตร 12,208 ล้านบาท 280 ล้านลิตร
2567 25,440 ล้านบาท 683 ล้านลิตร 14,320 ล้านบาท 320 ล้านลิตร
2568 27,500 ล้านบาท 738 ล้านลิตร 15,500 ล้านบาท 350 ล้านลิตร
ที่มา: Marketeer รวบรวมจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ส่วนปริมาณการส่งออกกะทิ อ้างอิง Mordor Intelligence / สิงหาคม 2569 

เต็ดตรา แพ้ค (Tetra Pak) ในฐานะผู้นำด้านโซลูชันกระบวนการผลิตและบรรจุภัณฑ์อาหารระดับโลก ได้จัดการเสวนาหัวข้อ “จากมะพร้าว…สู่การเติบโตที่สร้างมูลค่า” เจาะลึกบทบาทของนวัตกรรมการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อในการสร้างผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่มีมูลค่าเพิ่ม ตอบโจทย์ตลาดส่งออกและผู้บริโภคทั่วโลก

งานเสวนาจัด ณ ศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ จังหวัดระยอง ของเต็ดตรา แพ้ค โดย คุณจอห์น โฮเซ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ประจำภูมิภาคมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย เต็ดตรา แพ้ค / คุณราวี มาทูรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการดำเนินงานศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ เต็ดตรา แพ้ค / คุณสุทธินันท์ เตชะทยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ประสบการณ์ลูกค้า ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เต็ดตรา แพ้ค / คุณสุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันฉายภาพความท้าทายของอุตสาหกรรมส่งออกมะพร้าวไทย  

เลิกยึดติดภาพจำเดิม ขุมทรัพย์ยุคใหม่คือ ‘ประสบการณ์และสุขภาพ’

ปัญหาหลักที่วงการแปรรูปมะพร้าวกำลังเผชิญคือ การยึดติดกับการขายวัตถุดิบแบบเดิม ๆ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทิศทางของมะพร้าวในทุกวันนี้ ผู้บริโภคไม่ได้มองว่ามันเป็นเพียงวัตถุดิบดั้งเดิมอีกต่อไป 

การจำกัดความไว้เช่นนี้อาจส่งผลให้แบรนด์สูญเสียโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะกับผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการซับซ้อนขึ้น พวกเขาให้ความสำคัญกับสุขภาพ มองหาผลิตภัณฑ์ที่ฉลากสะอาด และต้องการประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านการบริโภค

เมื่อผู้ประกอบการมองภาพธุรกิจผ่านเลนส์ของการขายน้ำมะพร้าวหรือกะทิพื้นฐาน จึงทำให้ขาดการต่อยอดผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มเครื่องดื่มลูกผสมหรือการเติมสารอาหารเชิงฟังก์ชัน 

โดยสิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดในปัจจุบัน คือกระแสรักสุขภาพ การดูแลสุขภาพเชิงรุกเพื่ออายุที่ยืนยาว และความต้องการความแปลกใหม่ทางประสาทสัมผัส 

ดังนั้น การปรับเปลี่ยนทัศนคติให้มะพร้าวเป็นแพลตฟอร์มที่ยืดหยุ่น สามารถนำไปผสมผสานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจแข่งขันในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน

จากส่งออกพื้นฐาน สู่การพัฒนานวัตกรรมแบบไฮบริด

มะพร้าวไทยมีศักยภาพสูงระดับโลก แต่มักจะเผชิญความท้าทายเรื่องวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่สั้นลงจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไวของผู้บริโภค 

การจะก้าวไปสู่ระดับโกลบอลได้อย่างแข็งแกร่งนั้น แบรนด์ต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์มาใช้กลยุทธ์การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่รวดเร็ว การทำธุรกิจที่เป็นมืออาชีพจะต้องมีฐานผลิตภัณฑ์หลักที่แข็งแกร่ง และใช้ผลิตภัณฑ์ย่อยมาสร้างสีสันเพื่อรักษาแรงเหวี่ยงทางการตลาดเอาไว้

การจะนำมะพร้าวไปต่อยอดนั้นสามารถทำได้ในทุกเซกเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมะพร้าว กะทิ หรือนมมะพร้าวทางเลือก 

ตัวอย่างเช่น การนำน้ำมะพร้าวไปผสมกับกาแฟ มัทฉะ ส่วนกะทิก็สามารถขยายสู่ช่องทางใหม่ ๆ อย่างกลุ่มบาริสต้าสำหรับร้านกาแฟ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการค้นหาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคให้เจอ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอย่างตรงจุด

บรรจุภัณฑ์ต้องรู้ กระป๋องโลหะเป็นแค่ทางเลือก แต่ความยั่งยืนต้องมาก่อน

ผลิตภัณฑ์ที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่บรรจุภัณฑ์คือเครื่องมือทางธุรกิจที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์และปกป้องคุณภาพสินค้า 

แม้ในอดีตตลาดส่งออกสหรัฐอเมริกาหรือบราซิลจะนิยมบรรจุกะทิในกระป๋องโลหะ แต่ในปัจจุบันบรรจุภัณฑ์กระดาษเข้ามามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยแรงดันความร้อนสูงได้เช่นเดียวกัน แต่มีน้ำหนักเบากว่า ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และสามารถส่งเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้ 100% สามารถรักษาอายุการเก็บได้ยาวนานและปลอดภัย ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 

โมเดล ‘สินค้านวัตกรรมภูมิภาค’ กุญแจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

โมเดลที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จในตลาดเอเชีย คือการนำวัตถุดิบมะพร้าวมาผสานกับนวัตกรรมเฉพาะตัว ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้ผู้ผลิต แต่ยังเปิดตลาดเซกเมนต์ใหม่ ๆ ได้อย่างมหาศาล

ตัวอย่างความสำเร็จของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นในภูมิภาคเอเชีย เริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ ‘Hydro Coco’ จากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มที่ผสมผสานวิตามินในสัดส่วนที่ร่างกายต้องการต่อวัน

ขณะที่ประเทศจีนมี ‘Yeshu Coconut Milk’ นมมะพร้าวระดับตำนานที่ครองตลาดมายาวนานกว่า 38 ปี โดยเลือกใช้จุดขายเรื่องฉลากสะอาดที่ไม่ใส่สารกันบูด จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสนมมะพร้าวทางเลือกในประเทศจีน

ส่วนประเทศมาเลเซียได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์เป็น ‘Kara Coconut Barista’ ซึ่งเป็นนมมะพร้าวสูตรบาริสต้าที่ถูกออกแบบมาให้มีความเข้มข้นและมันเงาเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการนำไปผสมในเครื่องดื่มทั้งร้อนและเย็น เพื่อเป็นทางเลือกใหม่แทนนมวัวหรือนมอัลมอนด์

ในประเทศเวียดนามมีการพัฒนา ‘Coco Xim Dark Chocolate’ นมมะพร้าวผสมช็อกโกแลตเข้มข้นระดับพรีเมียม ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องของระบบการเผาผลาญของร่างกายได้อย่างลงตัว

ท้ายที่สุด การจะผลักดันให้ประเทศไทยรักษาความเป็นผู้นำการส่งออกและก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมมะพร้าวระดับโลกได้นั้น 

ไม่สามารถอาศัยเพียงคุณภาพวัตถุดิบที่ดีอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยเสาหลักสำคัญ ได้แก่ โปรโตคอลการคัดเลือกวัตถุดิบต้นน้ำที่เข้มงวด การใช้เทคโนโลยีการแปรรูปที่แม่นยำ และความร่วมมืออย่างแนบแน่นระหว่างแบรนด์ระดับโลก สตาร์ทอัพ เอสเอ็มอี และศูนย์พัฒนานวัตกรรมที่มีมาตรฐานสากล