กรณี “ต้า FEDFE” และ “ยัต FEDFE” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก หลังทั้งคู่เปิดเผยปัญหาความสัมพันธ์และข้อขัดแย้งทางธุรกิจในรายการ “โหนกระแส”

จุดเริ่มต้นของเรื่องย้อนกลับไปกว่า 20 ปี จากความสัมพันธ์ของต้าและยัตที่เริ่มรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนมาร่วมทำคอนเทนต์ในกลุ่ม FEDFE ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 10 คน และทำงานร่วมกันราว 6-7 ปี

หลัง FEDFE แยกย้าย ต้าชวนยัตมาทำช่องคู่ โดยนำช่องและเพจส่วนตัวมาปรับเป็น “ชัยโสโร” และตั้งบริษัทขึ้นมารองรับธุรกิจ โดยช่วงแรกมีโครงสร้างหุ้นที่ทั้งสองฝ่ายถือใกล้เคียงกัน คือ ต้า 49% ยัต 49% และภรรยาของยัต 2%

ปัญหาเริ่มสะสมจากทั้งการทำงานและความสัมพันธ์ ก่อนขยายไปสู่เรื่องเงินเดือน การใช้เงินบริษัท และสิทธิในหุ้น

ปมใหญ่ เรื่องหุ้นและเงินบริษัท

ต้า ระบุว่า ต่อมาตัวเองถูกถอนชื่อออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว และสงสัยว่าเอกสารบางฉบับอาจมีการปลอมลายเซ็น ขณะที่ยัตยืนยันว่าเรื่องการถอนหุ้นมีการพูดคุยกันมาก่อน และต้าเป็นฝ่ายต้องการออกไปทำ FEDFE ต่อด้วยตัวเอง

อีกประเด็นคือค่าตอบแทน ต้าเล่าว่าเดิมทั้งคู่ได้รับเงินเดือนคนละ 150,000 บาท ก่อนที่ยัตจะปรับเงินเดือนของต้าลงเหลือ 40,000 บาท โดยให้เหตุผลเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน

ขณะที่เรื่องการใช้เงินบริษัทก็มีข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายต่างกัน ต้ากล่าวหาว่ามีการนำเงินบริษัทไปใช้กับทรัพย์สินส่วนตัวและมีเงินหลายรายการถูกโอนออกไป ส่วนยัตตั้งข้อสังเกตกลับว่าเงินของ FEDFE เคยหายต่อเนื่องหลายเดือน และผู้ที่มีอำนาจถอนเงินในช่วงนั้นมีเพียงต้า

ทั้งหมดจึงกลายเป็นข้อพิพาทที่ต้องพิสูจน์กันด้วยเอกสารและกระบวนการทางกฎหมาย

จากความขัดแย้ง สู่คดี 20 ล้านบาท

ยัตยื่นฟ้องต้าหลายประเด็น โดย 2 คดีหลักมีการเรียกค่าเสียหายรวมประมาณ 20 ล้านบาท ทั้งคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และคดีละเมิดลิขสิทธิ์จากคลิปวิดีโอ

ในรายการ ยัตเลือกโฟนอินเข้ามาและระบุว่าหลายประเด็นอยู่ในชั้นศาลแล้ว ขณะที่ต้าระบุว่าสิ่งที่ต้องการคือส่วนแบ่งที่ตัวเองเชื่อว่าควรได้รับ เพื่อนำไปดูแลครอบครัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่

แม้ข้อพิพาทยังต้องพิสูจน์กันตามกระบวนการทางกฎหมาย แต่เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อน เมื่อมีธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างมาก

1. เมื่อ “เพื่อน” ต้องกลายเป็น “หุ้นส่วน”

กรณีนี้สอดคล้องกับงานของ Noam Wasserman ศาสตราจารย์จาก Harvard Business School พูดถึงประเด็นนี้ในบทความ Founding with Friends, Founding with Strangers? ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2020 โดยชี้ว่าการเริ่มธุรกิจกับเพื่อนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ความสัมพันธ์เดิมช่วยให้เริ่มทำงานร่วมกันได้ง่าย แต่เมื่อธุรกิจต้องตัดสินใจเรื่องที่กระทบกับคนใกล้ตัว ความสัมพันธ์ส่วนตัวก็อาจทำให้ตัดสินใจได้ยากขึ้น

เรื่องหนึ่งที่ต้องคุยกันตั้งแต่ต้นคือ การแบ่งหุ้น งานวิจัย The First Deal: The Division of Founder Equity in New Ventures ของ Thomas F. Hellmann และ Noam Wasserman ซึ่งเผยแพร่โดย NBER ในปี 2011 ศึกษาผู้ก่อตั้ง 1,476 คนจาก 511 บริษัท และพบว่าประมาณหนึ่งในสามของทีมผู้ก่อตั้งแบ่งหุ้นเท่ากัน ทั้งที่แต่ละคนอาจลงเงิน ลงแรง หรือมีประสบการณ์แตกต่างกัน

ตัวเลขที่ดูง่ายในวันแรกจึงอาจกลายเป็นปัญหาเมื่อธุรกิจโตขึ้น เพราะมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับเรื่องอำนาจตัดสินใจที่ต้องกำหนดให้ชัดว่าใครรับผิดชอบเรื่องอะไร และกรณีที่เห็นไม่ตรงกัน ใครมีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ดังนั้น การทำธุรกิจกับเพื่อนไม่ใช่เรื่องผิด แต่ ความเป็นเพื่อนไม่ควรถูกใช้แทนข้อตกลงทางธุรกิจ เรื่องหุ้น หน้าที่ อำนาจ และผลตอบแทนควรตกลงกันให้ชัดตั้งแต่ต้น

2. ความไว้ใจอย่างเดียวไม่พอ เมื่อข้อมูลไม่เท่ากัน

อีกปัญหาคือ Information Asymmetry หรือการที่แต่ละฝ่ายมีข้อมูลไม่เท่ากัน เช่น คนหนึ่งดูบัญชีทั้งหมด แต่อีกคนเห็นเฉพาะตัวเลขที่ถูกนำมารายงาน หากไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน ความแตกต่างของข้อมูลอาจกลายเป็นความสงสัยได้

เรื่องนี้ยิ่งเกิดง่ายเมื่อทำธุรกิจกับคนสนิท เพราะการถามรายละเอียดเรื่องเงินอาจถูกมองว่า “ไม่ไว้ใจกัน” ทำให้บางคนเลือกที่จะไม่ถาม ทั้งที่จริงแล้วการตรวจสอบบัญชีและการแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินบริษัทควรเป็นเรื่องปกติ

เมื่อปัญหาเกิดขึ้น การไม่มีข้อมูลที่ตรงกันจึงทำให้ต้องกลับมาไล่ดูทั้งบัญชี ข้อตกลง และสิทธิของแต่ละฝ่าย ซึ่งบางครั้งปัญหาไม่ได้จบแค่เรื่องเงิน แต่กระทบความสัมพันธ์ไปด้วย

3. ถ้าธุรกิจพัง จะพังเพราะอะไร?

อีกแนวคิดที่นำมาใช้กับเรื่องนี้ได้คือ Pre-Mortem ของ Gary Klein นักจิตวิทยาด้านการรู้คิด ผู้ศึกษาการตัดสินใจในสถานการณ์จริง โดยเขาพัฒนา Pre-Mortem ขึ้นเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยง และนำเสนอแนวคิดนี้ใน Harvard Business Review ปี 2007

วิธีคิดของ Pre-Mortem คือ ให้ทีมสมมติว่าโครงการที่กำลังจะเริ่ม “ล้มเหลวไปแล้ว” แล้วถามกลับว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มันพัง แทนที่จะถามเพียงว่า “อะไรอาจผิดพลาด” วิธีนี้ช่วยให้สมาชิกทีมกล้าพูดถึงจุดอ่อนหรือความเสี่ยงที่อาจไม่ได้ถูกพูดถึงในการวางแผนปกติ

ถ้านำมาใช้กับการทำธุรกิจกับเพื่อน คำถามจึงอาจเป็นว่า “ถ้าอีก 3 ปีเราต้องเลิกทำธุรกิจด้วยกัน ปัญหาน่าจะเกิดจากอะไร?” เมื่อได้คำตอบ เช่น แบ่งหุ้นไม่ลงตัว อำนาจตัดสินใจไม่ชัด หรือมีปัญหาเรื่องเงิน ก็สามารถนำความเสี่ยงเหล่านี้กลับมาคุยและกำหนดกติกากันตั้งแต่ต้นได้

4. “สัญญาที่ใจร้าย” คือการคุยเรื่องที่ไม่มีใครอยากคุย

สัญญาที่ดีจึงไม่ใช่สัญญาที่เขียนไว้เพื่อเอาเปรียบกัน แต่เป็นการกำหนดกติกาสำหรับวันที่ธุรกิจไม่ได้เป็นไปตามแผน ตั้งแต่เรื่องอำนาจตัดสินใจ การใช้เงิน การแบ่งผลประโยชน์ ไปจนถึง Exit Clause หรือเงื่อนไขกรณีมีคนต้องการออกจากธุรกิจ

เรื่องเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องคุยทุกวัน แต่ควรตกลงกันตั้งแต่วันที่ยังไม่มีปัญหา เพราะวันที่เกิดความขัดแย้ง แต่ละฝ่ายอาจมีทั้งอารมณ์และผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง การกลับมาตกลงกติกาใหม่ในวันนั้นจึงยากกว่าเดิม

Business First, Friendship Second

บทเรียนจากกรณี ‘ต้า-ยัต’ จึงไม่ใช่การบอกว่าไม่ควรทำธุรกิจกับเพื่อน แต่คือ ยิ่งสนิทกันมากเท่าไร ยิ่งต้องมีกติกาทางธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

ความไว้ใจช่วยให้เริ่มต้นธุรกิจด้วยกันได้ แต่ระบบบัญชี สัญญา การแบ่งหน้าที่ และข้อตกลงเรื่องทางออก จะช่วยให้ทุกฝ่ายรู้ว่าตัวเองมีสิทธิและหน้าที่อะไร

เพราะสุดท้าย สัญญาที่ดูใจร้ายที่สุดในวันที่ยังเป็นเพื่อนกัน อาจเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาทั้งธุรกิจและความสัมพันธ์ไว้ได้ในวันที่เกิดปัญหา

 

แหล่งข้อมูล : Gary Klein