เมื่อกรกฎาคมที่ผ่านมา อินเดียได้มาถึงหมุดหมายสำคัญด้านพลังงาน นั่นคือ สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้งานสูงสุดของประเทศเป็นเวลาสั้นๆ 

ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ต่อจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แม้นี่เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ เมื่อรวมเข้ากับพลังงานนิวเคลียร์แซงหน้าการผลิตจากถ่านหิน 

แต่ก็สะท้อนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของพลังงานสะอาดในอินเดียตลอดทศวรรษที่ผ่านมา 

สุมันต์ ซิงห์ ซีอีโอของ รีนิว พาวเวอร์ หนึ่งในบริษัทพลังงานสะอาดรายใหญ่ของอินเดียและซึ่งข้ามไปมีหุ้นซื้อ-ขายอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กล่าวว่า 

เป็นการแสดงให้เห็นว่าพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งพลังงานสำรองที่อยู่ขอบนอกของระบบพลังงานประเทศอีกต่อไป 

แม้หากมองในภาพรวม โรงไฟฟ้าถ่านหินยังคงเป็นแกนหลักที่ผลิตไฟฟ้าคิดเป็น 70% ของทั้งประเทศ เนื่องจากมีชั่วโมงการทำงานที่สม่ำเสมอกว่าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ 

แต่การขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของอินเดียก็ถือว่ามาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว 

เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน อินเดียมีกำลังการผลิตพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพียง 4 กิกะวัตต์ แต่ปัจจุบันพุ่งสูงถึง 300 กิกะวัตต์  

คิดเป็น 54% ของกำลังการผลิตจากทั้งหมด 552 กิกะวัตต์ ซึ่งถึงเป้าเร็วกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 5 ปีเต็ม

ทว่าความสำเร็จดังกล่าว ก็ได้เผยให้เห็นถึงปัญหาอย่างมากในระบบพลังงานของประเทศ 

ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยด้านพลังงานเอ็มเบอร์ ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2026 ข้อจำกัดด้านระบบสายส่งส่งผลให้ต้องจำกัดการจ่ายไฟฟ้า จากพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 300 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง 

ซึ่งหมายความว่า พลังงานสะอาดจำนวนมากที่ผลิตออกมาได้กลับถูกปล่อยทิ้งไปฟรีๆ เนื่องจากโครงการสายส่งเชื่อมต่อระหว่างรัฐมีความล่าช้าเกินกว่า 1 ปี ถึง 1 ใน 4 ของโครงการทั้งหมด 

สุมันต์ ซิงห์ อธิบายเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า โครงการผลิตไฟฟ้าสามารถสร้างเสร็จได้ภายใน 18–24 เดือน แต่การสร้างสายส่งใช้เวลาของอินเดียนานกว่านั้นมาก เพราะติดปัญหามากมาย 

ทั้งเรื่องเวนคืนที่ดิน การขออนุมัติสิทธิ์ผ่านทาง และการประสานงานหลายหน่วยงาน 

ด้าน วิภูติ การ์จ จากสถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (ไออีอีเอฟเอ) มองว่าปัญหานี้เกิดจาก การวางแผนที่ไม่รัดกุมของรัฐบาลอินเดียเอง 

โดยในอดีตระบบสายส่งสามารถรองรับโรงไฟฟ้าใหม่ได้สบายเมื่อมีการเพิ่มกำลังการผลิตเพียง 10–15 กิกะวัตต์ ต่อปี แต่ปีที่ผ่านมาอินเดียเร่งการผลิตใหม่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 51 กิกะวัตต์ต่อชั่วโมง จนโครงสร้างพื้นฐานเดิมรับไม่ไหว 

ประกอบกับการกระจุกตัวของโครงการพลังงานหมุนเวียนในรัฐทางตะวันตกเฉียงเหนืออย่างคุชราตและราชาสถาน ยิ่งทำให้การส่งกระจายไฟทำได้ยากขึ้น 

นักวิเคราะห์จากสถาบันเอ็มเบอร์ เตือนว่า ความไม่สอดคล้องกันระหว่างโรงไฟฟ้าที่สร้างไวกับความล่าช้าในการสร้างหรือเปลี่ยนสายส่ง คือความเสี่ยงเชิงปฏิบัติการที่ร้ายแรงที่สุด ต่อเป้าหมายการเพิ่มพลังงานสะอาดให้ได้ 500 กิกะวัตต์ ภายในปี 2030 

ปัญหาในแผนมุ่งพลังงานสะอาดของอินเดียยังไม่หมดแค่นั้น เพราะมีข้อติดขัดเรื่องเงินอุดหนุนด้วย

อินเดียประเมินว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 400,000 – 500,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 13 – 16 ล้านล้านบาท) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2030 

แต่ปัจจุบันเงินทุนด้านพลังงานที่จะช่วยลดปัญหาโลกร้อนของอินเดียกว่า 83% ยังคงมาจากภายในประเทศ ส่วนเงินสนับสนุนจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วก็ไม่ได้ตรงตามเป้าที่วางไว้

สุมันต์ ซิงห์ ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (ไม่รวมจีน) ได้รับเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดเพียง 15% ของโลก ทั้งที่มีประชากรรวมกันถึง 2 ใน 3 ของโลก 

ขณะที่อินเดียไม่ได้ต้องการให้ประเทศร่ำรวยมาจ่ายเงินให้ทั้งหมด เพียงแต่ต้องการความช่วยเหลือในรูปของสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การประกันความเสี่ยง และมาตรการป้องกันผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน 

เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนภาคเอกชนกล้าเข้ามาลงทุนมากขึ้น แต่ทั้งหมดก็ไม่เป็นไปดังที่หวังไว้ 

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า อินเดียต้องเร่งแก้ไขปัญหามากมายที่รุมเร้าแผนมุ่งพลังงานสะอาด เพราะอินเดียคือประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก และกำลังเผชิญกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตเฉลี่ยกว่า 7% ต่อปี 

โดยหากล้มเหลวจะทำให้ประเทศมีปัญหาด้านพลังงาน เพราะตามคาดการณ์ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุว่า ความต้องการไฟฟ้าของอินเดียจะพุ่งขึ้นถึง 80% ภายในปี 2035 

ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ และจะทำให้ในอนาคตปริมาณไฟฟ้าที่ป้อนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งมีแต่จะเพิ่มขึ้นของอินเดียไม่เพียงพออีกด้วย / bbc