ตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา ภาพบนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ในห้างสรรพสินค้า ป้ายรถประจำทาง และสนามบินของจีน เปลี่ยนจากดารานักแสดงและคนดังวงการบันเทิง
ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศอย่าง เฉียน เสวี่ยเซิน บิดาแห่งการท่องอวกาศและขีปนาวุธของจีน, เติ้ง เจียเซียน ผู้นำทีมพัฒนาระเบิดปรมาณูและนิวเคลียร์ฟิสิกส์
,หยวน หลงผิง บิดาแห่งข้าวไฮบริด ผู้แก้วิกฤตความอดอยากและสร้างความมั่นคงทางอาหารรวมไปถึง ถู ยูยู นักวิจัยผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์จากการค้นพบยาอาร์เตมิซินินเพื่อรักษาโรคไข้มาลาเรีย
บนป้ายโฆษณาเหล่านี้ยังได้มีการสรุปผลงานระดับเปลี่ยนโลกเอาไว้ พร้อมข้อความที่ยกย่องว่าพวกเขานี่แหละคือ ซูเปอร์สตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอีกด้วย
เทรนด์นี้เริ่มขึ้นที่เมืองเหอเจ๋อและจือโบ ในมณฑลซานตง โดยห้างสรรพสินค้าในเมืองเหอเจ๋อและจือโบ ก่อนที่แนวคิดนี้จะแพร่ขยายไปยังเมืองใหญ่อื่นๆ เช่น เจิ้งโจว, หางโจว, ฉงชิ่ง และจี่หนาน

โดยป้ายเชิดชูเกียรติปรากฏให้เห็นทั้งในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สนามบิน และศูนย์การค้าชั้นนำของเมืองเหล่านี้
แคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนโยบายจิตวิญญาณนักวิทยาศาสตร์เมื่อกลางปี 2019 และได้รับการตอกย้ำอีกครั้งในเวลาต่อมา โดยระบุว่านี่คือเรื่องสำคัญที่คนในชาติควรยึดถือ
ร่วมกับความรักชาติ ยึดมั่นในความจริง, ทุ่มเทเสียสละ, ร่วมมือร่วมใจ และส่งเสริมคนรุ่นหลัง
ขณะที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เคยกล่าวไว้ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะต้องนำมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับสังคมและพัฒนาประเทศชาติอย่างจริงจัง
มี 3 สาเหตุหลักที่ทำให้จีนเชิดชูนักวิทยาศาสตร์ในพื้นที่สาธารณะ โดยสาเหตุแรกคือ ย้ำถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาประเทศ
หลังหลายปีที่ผ่านมาองค์ความรู้เหล่านี้ช่วยให้จีนพัฒนาขึ้นมาเป็นประเทศชั้นนำของโลกด้านเอไอ รถอีวี และหุ่นยนต์
สาเหตุต่อมาคือ แสดงออกถึงการสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนมากมายที่กลับบ้านเกิด หลังไปศึกษา ทำงาน และอาศัยอยู่ต่างประเทศหลายปี จากผลของนโยบายกีดกันชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ
ท่ามกลางรายงานว่า ไม่กี่ปีมานี้จำนวนนักวิทยาศาสตร์เชื้อสายจีนที่เดินทางออกจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึง 75% โดยสองในสามย้ายกลับไปยังประเทศจีน
ส่วนสาเหตุสุดท้ายคือ เป็นการชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่คนรุ่นใหม่ควรมองเป็นแบบอย่างคือ หัวกะทิด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ใช่คนดังในวงการบันเทิงที่ใช้ชีวิตหรูหรา
ซึ่งหากทำตามโดยไม่ยั้งคิดอาจส่งผลเสียต่อชีวิตได้ และการทำเช่นนี้ยังเป็นการทำให้คนเก่ง-คนดังสายวิชาการ โดดเด่นกว่าคนดังสายบันเทิง
ที่จะช่วยลดปัญหาสังคม ความวุ่นวาย สิ่งที่ขัดต่อกฎระเบียบตามนโยบายรัฐบาล และดราม่าต่างๆ จากกลุ่มไอดอล ซึ่งเคยถูกจัดระเบียบครั้งใหญ่ไปแล้วก่อนหน้านี้อีกด้วย
ทว่าการเชิดชูนักวิทยาศาสตร์ของจีน ก็มีขึ้นท่ามกลางปัญหา โดยจีนกำลังเผชิญกับวิกฤตความน่าเชื่อถือทางวิชาการ
มีรายงานข่าวว่า การที่จีนเร่งสปีดผลงานวิชาการจนมีสัดส่วนงานวิจัยใน เนเชอร์ อินเดกซ์ พุ่งสูงขึ้นจาก 5,022 ฉบับในปี 2014 มาเป็นมากกว่า 32,122 ฉบับในปี 2024 (คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของงานวิจัยคุณภาพสูงทั่วโลก)
ทำให้ระบบวิชาการของจีนกลายเป็นเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมที่ประเมินคุณค่าจากจำนวนผลงาน ตัวเลขทุนวิจัย และตำแหน่งทางวิชาการ
ความกดดันนี้ส่งผลให้เกิดปัญหาการตกแต่งข้อมูล การใช้เอไอสร้างงานวิจัย และธุรกิจรับจ้างเขียนงานวิจัย
เดือนเมษายน 2026 ที่ผ่านมา เกิดกระแสข่าวดังเมื่อ เกิ่ง หงเว่ย อดีตนักศึกษาปริญญาเอก ได้อัดคลิปวิดีโอแฉความผิดปกติของข้อมูลในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก โดยทีมงานของคณบดีคณะชีววิทยา มหาวิทยาลัยตงจี้ ของจีน
จนนำไปสู่การสอบสวนและยอมรับผิดของมหาวิทยาลัยในเดือนพฤษภาคม 2026 ส่งผลให้เขาเป็นผู้เปิดโปงการทุจริตทางวิชาการคนสำคัญของจีน
เหตุการณ์ดังกล่าวกระตุ้นให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนต้องจัดระเบียบงานวิจัยเช่นกัน ด้วยการออกแนวปฏิบัติว่าด้วยจริยธรรมการวิจัย
เพื่อลงโทษและป้องกันการถอนบทความวิจัยที่ไร้จริยธรรมอย่างเข้มงวด เพราะถือว่าความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญของจิตวิญญาณนักวิทยาศาสตร์ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน / bharatexpress, thinkchina
