“กระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล”

จากคนปั้นสตาร์ตอัปไทย สู่ชีวิตหลัง KBTG กับนามบัตร 8 ใบ

วันนี้ “คุณกระทิง” ทำอะไรอยู่?

อาจเป็นคำถามของหลายคน หลังจากเขาก้าวลงจากตำแหน่งประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG หน่วยงานด้านเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทย เมื่อเดือนเมษายน 2569

เมื่อถามเจ้าตัว เขาเล่าให้ฟังยิ้ม ๆ ว่า ทุกวันนี้มีนามบัตรถึง 8 ใบ บางครั้งยังต้องใช้เวลาทบทวนว่าตัวเองทำอะไรอยู่บ้าง

เขายังคงเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีให้ธนาคารกสิกรไทย เป็นกรรมการบริษัท สมิติเวช และบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง ในเครือสหพัฒน์

บริหารกองทุนลงทุนในสตาร์ตอัปทั้งหมด 7 กองทุน โดยกองทุนล่าสุดคือ Disrupt Health Impact Fund ที่มุ่งลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีสุขภาพ หรือ HealthTech

นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับ World Economic Forum ใน 2 คณะทำงานด้าน AI มีบทบาทในงานด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ร่วมก่อตั้ง H.O.W. (House of Wisdom) ทำ

HOW Club และเป็นที่ปรึกษาองค์กรอีกแห่งหนึ่ง

จากเทคโนโลยี การเงิน การลงทุน ไปจนถึงสุขภาพและการศึกษา งานของกระทิงวันนี้กระจายอยู่ในหลายด้าน

แต่เมื่อถามว่า ทำไมชีวิตถึงวุ่นวายขนาดนี้ เขากลับตอบทันทีว่า

“แต่ใจไม่วุ่นวายนะพี่” และยังบอกอีกว่า

“ถ้าไม่มีความสุข ผมไม่ทำไง ถ้าไม่มีความสุขเมื่อไหร่ เลิกทำ”

เป็นคำพูดที่น่าสนใจจากคนที่ยึดหลักความขยัน อดทน มีวินัย และทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก

อะไรทำให้คนที่เคยใช้ความอึด ถึก ทน ขับเคลื่อนชีวิต วันนี้กลับให้ความสำคัญกับความสุข และการรู้ว่าเมื่อไรควรหยุด

เส้นทางของกระทิง จากวันที่มุ่งชนทุกเป้าหมาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 48 ปีก่อน กระทิงเติบโตในครอบครัวข้าราชการชั้นผู้น้อยที่จังหวัดกำแพงเพชร ในบ้าน 2 ชั้นหลังเล็ก ๆ มีสมาชิกอาศัยอยู่ร่วมกันเกือบ 20 คน แต่มีห้องน้ำเพียงห้องเดียว

เรียนประถมที่โรงเรียนวัดคูยาง ก่อนเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม

ตั้งเป้าหมายตั้งแต่เด็กว่าจะต้องประสบความสำเร็จในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ จึงตื่นตี 4 อ่านหนังสือทุกวันต่อเนื่องหลายปี จนคว้าเหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปิก และเหรียญทองแดงคณิตศาสตร์โอลิมปิก ก่อนเข้าศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แม้ภาษาอังกฤษจะไม่ใช่จุดแข็ง แต่เขาก็ฝึกฝนด้วยตัวเองจากการอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ก่อนจะได้ไปเรียนต่อ MBA ที่ Stanford University สหรัฐอเมริกา

เมื่อพูดถึงสิ่งที่ทำให้เขาเดินทางมาถึงจุดนี้ กระทิงให้ความสำคัญกับวินัยมากกว่าความเก่งเพียงอย่างเดียว

“พลังพิเศษที่คนธรรมดามีคือคุณต้องสู้แบบคนธรรมดาครับ คุณต้องสู้ด้วยวินัย”

วิธีคิดนี้ติดตัวเขาเข้าสู่โลกการทำงาน

เรียนจบระดับปริญญาตรี  เริ่มต้นอาชีพที่ P&G บริษัทเจ้าของแบรนด์อย่าง Pantene และ Head & Shoulders โดยทำงานเป็นวิศวกรในโรงงานผลิตแชมพูอยู่ราว 4–5 ปี ก่อนย้ายไปทำงานฝ่ายขายประจำหน่วยรถของบริษัท

จากคนที่คุ้นเคยกับงานวิศวกรรม เขาต้องเปลี่ยนมาทำงานขาย เดินเข้าหาลูกค้าและถามว่า

“ป้าครับ รับแชมพูไหมครับ กี่ซองดีครับ”

หลังเรียน MBA ที่ Stanford University เขาได้เข้าทำงานที่ Google สำนักงานใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์ มีประสบการณ์ด้านการตลาดเชิงวิเคราะห์ รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับ Google

Earth และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของบริษัท

สิ่งหนึ่งที่กระทิงได้รับจาก Google คือแนวคิดการตั้งเป้าหมายให้สูงกว่าที่เคยทำ และพยายามคิดหาวิธีทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นถึง 10 เท่า

ก่อนนำประสบการณ์และแนวคิดจากซิลิคอนแวลลีย์กลับมาช่วยบุกเบิกและสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยเมื่อปี 2012 ผ่าน dtac Accelerate การก่อตั้ง Disrupt และการร่วมก่อตั้งกองทุน 500 TukTuks

 ในช่วงที่ธุรกิจสตาร์ตอัปไทยเริ่มขยายตัว กระทิงมีบทบาททั้งด้านการบ่มเพาะผู้ประกอบการและการลงทุน จนได้รับฉายา “Godfather of Thai Tech Startup”

ต่อมาในปี 2562 เขาเข้ารับตำแหน่งประธาน KBTG ดูแลงานด้านเทคโนโลยีของกลุ่มธนาคารกสิกรไทย

แม้หลายคนยังจดจำกระทิงจากบทบาทในวงการสตาร์ตอัป แต่เจ้าตัวกลับมองว่าฉายานี้ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาทำในปัจจุบันแล้ว

“คำว่า Godfather of Thai Tech Startup มันเก่าไปแล้ว สำหรับผม มันเล็กเกินไปแล้ว”

คำพูดนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาปฏิเสธบทบาทในอดีต แต่สะท้อนว่าขอบเขตการทำงานวันนี้กว้างกว่าโลกสตาร์ตอัปไทยไปมาก

แล้ววันนี้เขาอยากเรียกตัวเองว่าอะไร?

กระทิงกลับตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน ก่อนเล่าว่าเคยลองถาม AI และได้รับคำตอบว่า “Architect of the Future” หรือสถาปนิกแห่งอนาคต พร้อมแซวว่า AI ช่างรู้จักประจบคน

วันนี้กระทิงบอกว่า เขาอยู่ในจุดที่เลือกทำเฉพาะสิ่งที่มีความสุข แม้บางงานจะไม่ได้เงิน

หนึ่งในนั้นคือ Future You โครงการ AI ที่ KBTG พัฒนาร่วมกับ MIT Media Lab และต่อยอดกับ กสศ. เพื่อช่วยให้เด็กไทยค้นหาความสนใจและวางแผนอนาคต ผ่านการพูดคุยกับ AI

ที่จำลองตัวเองในอนาคต เพื่อให้เห็นเส้นทางและทักษะที่ต้องเตรียมตัวสำหรับอาชีพที่ใฝ่ฝัน

อีกช่วงหนึ่งของการสัมภาษณ์ เมื่อถูกถามตรง ๆ ว่า “กระทิงรวยไหม” เขาหัวเราะก่อนตอบว่า “รวย”

แต่เมื่อถามถึงเรื่องเงินกับความสุข เขากลับยกตัวอย่างว่า

“ให้ผมมีเงินมากกว่านี้อีก 1,000,000 เท่า แต่ถ้าหลังผมยังปวดไม่หาย ผมไม่มีความสุข ไม่เอาแล้ว”

การมีเงินเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะดีขึ้นเสมอไป โดยเฉพาะหากต้องแลกกับสุขภาพ ความทุกข์ หรือการอยู่ในสังคมที่ตัวเองไม่ชอบ จึงไม่ได้มองความสำเร็จจากจำนวนเงิน

เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงสุขภาพ ความสุข และรูปแบบชีวิตที่ตัวเองต้องการด้วย

กระทิงยังคงมองว่า ความอดทนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนเราต้องสู้ต่อไปในทุกสถานการณ์

บางคนยอมแพ้ทั้งที่กำลังจะถึงเส้นชัย แต่ในทางกลับกัน ก็มีคนที่ยังฝืนเดินหน้าต่อ ทั้งที่สิ่งที่ทำอยู่อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

โดยเฉพาะในโลกธุรกิจและสตาร์ตอัปที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ยกตัวอย่างธุรกิจ EdTech บางแห่งที่เคยลงทุน เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ ปัญหาที่ธุรกิจเหล่านั้นเคยเข้าไปแก้ไขอาจเปลี่ยนไป หรือหมดความสำคัญลง

ในสถานการณ์เช่นนี้ กระทิงมองว่าผู้ประกอบการควรกลับมาทบทวน 3 เรื่อง

หนึ่ง ปัญหาของลูกค้า หรือ Pain Point ที่ธุรกิจต้องการแก้ไขยังมีอยู่หรือไม่

สอง ตลาดและกลุ่มลูกค้าที่กำลังทำอยู่ ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจหรือเปล่า

และสาม ทีมงานที่มีอยู่ยังเหมาะสมกับการทำธุรกิจนั้นหรือไม่

หากเงื่อนไขเหล่านี้เปลี่ยนไป การอดทนทำสิ่งเดิมต่ออาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม

แต่ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าหรือหยุด กระทิงมองว่ามีคำถามหนึ่งที่ต้องตอบให้ได้ก่อน

“คุณทำสิ่งนี้เพื่ออะไร”

บางคนเดินหน้าต่อเพราะต้องการพิสูจน์ตัวเอง บางคนทำเพื่อเงิน ขณะที่บางคนอาจไม่เคยกลับมาทบทวนว่าเป้าหมายที่กำลังไล่ตามนั้นยังเป็นสิ่งที่ตัวเองต้องการอยู่หรือไม่

สำหรับคนที่ทำเพื่อเงิน เขามองว่าควรพิจารณาด้วยว่า มีวิธีอื่นที่สามารถนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินได้ดีกว่าหรือไม่

ส่วนการทำเพียงเพื่อพิสูจน์ตัวเอง เขาเห็นว่าอาจไม่ใช่เหตุผลที่คุ้มค่าพอจะทุ่มเทเวลาและพลังชีวิตลงไป

นี่ไม่ได้หมายความว่าควรเลิกทันทีเมื่อเจออุปสรรค แต่ควรแยกให้ออกระหว่างการอดทนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย กับการฝืนทำสิ่งที่อาจไม่จำเป็นต้องทำต่อแล้ว

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ความอดทนและวินัยพากระทิงไปถึงเป้าหมายมากมาย

แต่ในวันที่เขามีอิสระมากขึ้นในการเลือกเส้นทางชีวิต ความสำเร็จอาจไม่ใช่แค่การพยายามไปให้ถึงเป้าหมายเท่านั้น หากยังรวมถึงการรู้ว่าเป้าหมายใดควรเดินหน้าต่อ และเป้าหมายใดควรปล่อยวาง

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ยากกว่าการอดทนสู้ อาจเป็นการยอมรับว่าไม่จำเป็นต้องสู้กับทุกเรื่อง