ภาพรวมของภูมิทัศน์ธุรกิจค้าปลีกความงามในปัจจุบัน จะพบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนแปลง ผู้คนมองหาความสะดวกสบาย ต้องการประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ (Omnichannel) และมีพฤติกรรมการช้อปปิ้งแบบ Hybrid มากขึ้น แม้แนวโน้มการเดินห้างสรรพสินค้าจะเริ่มชะลอตัวลง แต่สิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการกลับกลายเป็นการเข้าถึงเทรนด์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และคาดหวังประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น

เมื่อหันมามองบริบทของเศรษฐกิจโลกและพฤติกรรมการใช้จ่าย แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นและหันมาใช้แนวคิด “ซื้อน้อยลง แต่เลือกสิ่งที่ดีกว่า” แต่อุตสาหกรรมความงามกลับเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งจนต้องจับตามอง

ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า ยอดขายกลุ่ม Beauty & Personal Care ทั่วโลกในปี 2025 เติบโตได้ถึง 5.7% ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการพัฒนาสินค้าพรีเมียม และในสมรภูมิความงามของประเทศไทย BEAUTRIUM (บิวเทรี่ยม) คือตัวอย่างขององค์กรที่สามารถ “โตสวนกระแส” ได้อย่างโดดเด่น ด้วยการอ่านเกมขาดและปรับตัวเข้าหาผู้บริโภคอย่างฉับไว จนสามารถขยายเครือข่ายสาขาสู่กว่า 100 แห่งทั่วประเทศในปี 2026

BEAUTRIUM โตทะยาน 77% กวาดรายได้ 4,400 ล้านบาท

กางตัวเลขผลประกอบการของ BEAUTRIUM จะพบกับสถิติการเติบโตที่น่าสนใจ ท่ามกลางสมรภูมิค้าปลีกความงามที่แข่งขันดุเดือด ในช่วงปี 2021–2025 บริษัทมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) พุ่งสูงถึง 77% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงรากฐานธุรกิจที่มั่นคงแม้ในสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เบื้องหลังตัวเลขมหาศาลนี้เกิดจากอาณาจักรสินค้าที่มีขนาดใหญ่และครอบคลุมที่สุดแห่งหนึ่ง โดยในปี 2025 BEAUTRIUM มีแบรนด์แอคทีฟวางจำหน่ายมากกว่า 2,200 แบรนด์ และมีจำนวนรายการสินค้า (SKUs) มากกว่า 100,000 รายการ

การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการเพิ่มจำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดย BEAUTRIUM เดินหน้าขยายเครือข่ายสาขาจาก 18 สาขาในปี 2021 สู่ 92 สาขาในปี 2025 ก่อนต่อยอดสู่เครือข่ายสาขากว่า 100 แห่งในปี 2026 สะท้อนแนวทางการเติบโตที่มุ่งสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภคในทุกพื้นที่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแพลตฟอร์ม Omnichannel ที่เชื่อมต่อประสบการณ์การช้อปปิ้งทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ

หากเจาะลึกลงไปในสัดส่วนยอดขาย กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเวชสำอาง (Skincare & Derma) และกลุ่มเครื่องสำอาง (Makeup) ครองสัดส่วนรวมกันกว่า 72% ตามด้วย น้ำหอม (Fragrance), ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย (Body Care), อุปกรณ์เสริมความงาม (Accessories), ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม (Hair Care) และอื่นๆ อีก 28%

The Beauty Edit Store” จากหน้าร้านแบบเดิมสู่ ประสบการณ์แบบใหม่ ด้วยกลยุทธ์ Discovery-Led Retail

ในยุคที่โปรโมชั่นหั่นราคาไม่ใช่คำตอบเดียวของการดึงดูดลูกค้า BEAUTRIUM เลือกที่จะฉีกกรอบการเป็นร้านค้าปลีกดั้งเดิม สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านความงามภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Beauty Edit Store” กลยุทธ์หัวใจสำคัญคือการใช้ Discovery-Led Retail หรือการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าสนุกกับการ “ค้นพบ” สิ่งใหม่ๆ

BEAUTRIUM ใช้วิธีจัดวางสินค้าแบบ Curated Multi-brand Assortment ที่ผสมผสานเทรนด์ความงามหลากหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน ทั้งไอเทมที่เป็นกระแสไวรัล, น้ำหอมพรีเมียม, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเชิงลึกที่เปรียบเสมือนการลงทุนกับผิว (Skin Investment), กลุ่ม Smart Premium Beauty ไปจนถึงสินค้าที่ต้องใช้เป็นประจำทุกวัน (Daily Items)

เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความรวดเร็ว BEAUTRIUM ได้พัฒนานวัตกรรมการจัดโซนสินค้าใหม่ โดยแบ่งตาม “ฟังก์ชันการใช้งาน” และ “ส่วนผสม” เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและเทรนด์ใหม่ล่าสุดได้ง่ายและตรงใจที่สุด เสริมทัพด้วยแคมเปญการเปิดตัวสินค้าแบบ Social-driven Launches ที่สร้างกระแสความสนใจจากโลกโซเชียลสู่หน้าร้านได้อย่างไร้รอยต่อ

ปักหมุดสู่ผู้นำ Asian Beauty Hub ในตลาดความงาม 4 แสนล้าน

ความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้วัดผลได้เพียงจากการเติบโตของยอดขายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านความสามารถในการขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ทำให้ BEAUTRIUM สามารถนำเทรนด์ความงามระดับโลกไปสู่ผู้บริโภคในเมืองหลักและหัวเมืองศักยภาพทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ตลาดความงามของประเทศไทยในปัจจุบันมีมูลค่ามหาศาลกว่า 400,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตที่เร็วกว่าภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ ในขณะเดียวกัน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ก็ยังคงครองสัดส่วนสูงสุดของตลาดความงามโลก

BEAUTRIUM จึงใช้โอกาสนี้ในการวางตำแหน่งแบรนด์ให้เป็นจุดหมายปลายทางของ Asian Beauty ที่แข็งแกร่งที่สุดในไทย โดยไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่ตลาดใดตลาดหนึ่ง

หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือกระแส K-Beauty (เครื่องสำอางและสกินแคร์เกาหลี) ที่ยังคงทรงอิทธิพลระดับโลกและเติบโตในไทยอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลระบุว่า สินค้ากลุ่ม K-Beauty ใน BEAUTRIUM มีอัตราการเติบโตพุ่งสูงถึง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีกลุ่มสินค้าดาวรุ่ง (Emerging Subcategories) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด

  • โทนเนอร์แบบแผ่น (Toner pads) เติบโต 187%
  • คุชชั่น (Cushion) เติบโต 36%
  • Mask (มาส์ก) เติบโต 35%

นอกจากนี้ อินไซต์มุม Basket Size หรือ มูลค่าเฉลี่ยที่ลูกค้าใช้จ่ายต่อการซื้อสินค้าหนึ่งครั้ง ยังเผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่าสนใจ โดย “สกินแคร์” เป็นกลุ่มสินค้าที่ช่วยดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำบ่อยที่สุด (Purchase frequency) ด้วยยอดใช้จ่าย 497 บาทต่อตะกร้า

เครือข่ายกว่า 100 สาขา เชื่อมโยง Omnichannel และระบบหลังบ้านสุดแกร่ง

การเติบโตสู่เครือข่ายกว่า 100 สาขาในปัจจุบัน ด้วยระยะเวลาอันสั้น ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพในการขยายธุรกิจของ BEAUTRIUM เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างโมเดลค้าปลีกความงามที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แน่นอนว่าเบื้องหลังการเติบโตไม่ได้เกิดจากการเร่งเปิดสาขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการวางกลยุทธ์ Store Clustering ที่ใช้ข้อมูลเชิงลึกในการเลือกทำเลและคัดสรรสินค้าให้เหมาะกับพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ทำให้แต่ละสาขาสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ พร้อมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่ทั่วประเทศ

ที่น่าสนใจคือ สาขาทั้ง 100 กว่าแห่งนี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “หน้าร้าน” (Storefront) แบบอดีต แต่ถูกยกระดับให้กลายเป็น Fulfillment Ecosystem หรือศูนย์กระจายสินค้าระดับพื้นที่ การวางโครงสร้างแบบนี้ทำให้ BEAUTRIUM สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ Omnichannel ได้แบบไร้รอยต่อ ทั้งช่องทางอีคอมเมิร์ซของตนเอง, แพลตฟอร์ม Marketplace ชั้นนำ, Social Commerce และบริการ Quick Commerce จัดส่งด่วน

ความสำเร็จทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ยอดเยี่ยม ปัจจุบัน BEAUTRIUM ยังคงเดินหน้าทุ่มงบลงทุนด้านคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสต็อกสินค้าและยกระดับประสิทธิภาพซัพพลายเชนให้รวดเร็วฉับไว

จากจุดเริ่มต้นของร้านค้าความงามสัญชาติไทย สู่เครือข่าย Beauty Retail ที่เติบโตทะลุ 100 สาขาทั่วประเทศ BEAUTRIUM พิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จในยุคที่ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวังไม่ได้เกิดจากการขยายสาขาหรือการทำโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง และเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็น     กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างแม่นยำ ด้วยการคัดสรรสินค้าและเทรนด์ความงามที่ตรงใจผู้บริโภค การสร้างประสบการณ์ Discovery-led Retail ที่ช่วยให้ลูกค้าค้นพบสิ่งใหม่อยู่เสมอ การเชื่อมต่อประสบการณ์แบบ Omnichannel และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

ในวันที่อุตสาหกรรมค้าปลีกต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน BEAUTRIUM เป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์ที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนคือ แบรนด์ที่สามารถอ่านความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคได้ก่อนใคร ปรับตัวได้เร็วกว่าใคร และส่งมอบคุณค่าที่ตรงกับความต้องการได้มากกว่าใคร พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่กำลังกำหนดอนาคตของธุรกิจค้าปลีกความงามไทย