ชนินทธ์ โทณวณิก หนึ่งในทายาท ดุสิตธานี ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงประเด็น บริษัท ชนัตถ์และลูก ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เพื่อถอดถอน ชนินทธ์ ออกจากตำแหน่งกรรมการ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้า

การออกมาแถลงการณ์ของชนินทธ์ในครั้งนี้มีสาระสำคัญที่น่าสนใจในเรื่องของการเข้ามาแทรกแซงธุรกิจของดุสิตธานีของคนนอก โดยเฉพาะกลุ่มเซ็นทรัล เนื่องจากวาระการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้า มีการเสนอชื่อกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อเข้ากุมอำนาจบริหารในด้านต่างๆ ในบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้

 

เนื่องจาก ชนินทธ์ ได้เกริ่นถึง เจตนารมณ์ของดุสิตธานีที่คุณแม่ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ยึดถึงมาตลอด 76-77 ปี ตั้งแต่เปิดให้บริการวันแรกคือ Business with Honor ทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบใคร

เชิดชูความเป็นไทย ไม่ค้ากำไรเกินควร ยึดประโยชน์ของประเทศชาติมาก่อนสิ่งอื่นใด ยึดผลประโยชน์และความพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ มากกว่าจะเห็นผลประโยชน์ต่างๆ เฉพาะตน ไม่ว่าจะเป็นรายได้ หรือกำไรระยะสั้นๆ นี่คือรากฐานที่ทำให้ดุสิตธานีเป็นแบรนด์ไทยที่ทุกคนภาคภูมิใจ

“ท่านผู้หญิงฯ เน้นย้ำว่า เพื่อให้หลักการนี้คงอยู่ ครอบครัวลูกหลานของท่าน จะต้องเป็นผู้ดูแลและรักษาบริษัทไว้ต่อไป และนั่นคือที่มาของโครงสร้างการบริหารที่ท่านผู้หญิงฯ วางไว้ใน บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด

ซึ่งสุดท้ายเป็นที่น่าเสียใจและเจ็บปวดอย่างยิ่ง ที่คุณสินีและน้องอีกคนเห็นต่าง และเป็นผู้เปิดประตูเชิญชวนให้คนนอกที่ไม่เคยบริหารดุสิตธานีมาก่อนเข้ามามีอำนาจควบคุม บมจ. ดุสิตธานี ที่ยืนหยัดบริหารงานตามหลักการของท่านผู้หญิงชนัตถ์มาโดยตลอด” ชนินทธ์ กล่าว

ซึ่งการเข้ามาแทรกแซงดุสิตธานี ของกลุ่มเซ็นทรัล ชนินทธ์ ให้ข้อมูลว่า ได้เกิดขึ้นมาหลายครั้งก่อนหน้านั้น ชนินทธ์ กล่าว มีหลายต่อหลายครั้งที่กลุ่มเซ็นทรัลพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานี และครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้น บมจ.ดุสิตธานี จนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้ทราบทั้งที่เป็นพันธมิตรสัญญาร่วมโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค จนชนินทธ์ต้องขอเจรจาให้ขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง (ปัจจุบัน Marketeer เช็คข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์พบว่า บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา มีหุ้นใน บมจ.ดุสิตธานี 17.09%)

นอกจากนี้ชนินทธ์ ให้ข้อมูลว่าที่ผ่านมาน้องทั้งสองคนของเขายังมีพยายามผลักดันให้แบ่งหุ้นบริษัทชนัตถ์และลูก ออกเป็น 3 ส่วนเพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้งที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่า ไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

 

การเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นที่ชนินทธ์มองว่าสิ่งากังวลที่สุด ซึ่งการเสนอกรรมการใหม่มีการเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก ที่ไม่เคยบริหารและไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลยก็สามารถผูกพันดุสิตธานีได้

 

ที่ผ่านมานับตั้งแต่ ท่านผู้หญิงฯ ยังมีชีวิตชนินทธ์ ได้มอบหมายให้เป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี

จนกระทั่งในช่วงโควิด-19 หลังทายาททั้ง 3 ของท่านได้แบ่งมรดก เป็นสามส่วน ได้แก่

ชนินทธ์ได้หุ้นทั้งหมดของ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี)

ส่วนน้องทั้งสองได้หุ้นใน บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และบริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์) พร้อมนำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยอย่างเป็นธรรม

แต่หลังโควิด-19 จบลง น้องทั้งสองของ ชนินทธ์ เปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งชนินทธ์มองว่าน่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด


ติดตามนิตยสาร Marketeer ฉบับดิจิทัล
อ่านได้ทั้งฉบับ อ่านได้ทุกอุปกรณ์ พกไปไหนได้ทุกที
อ่านบน meb : Marketeer