บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) มีมติแต่งตั้ง นายอาชวิณ อัศวโภคิน ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีผลวันที่ 1 ม.ค. 2570 แทนนพพร สุนทรจิตต์เจริญ ขุนพลเก่าแก่ที่เข้ามาสืบทอดการบริหารแทนอนันต์ อัศวโภคิน ผู้ก่อตั้ง ตั้งแต่ปี 2560

การขึ้นมารับตำแหน่ง CEO ในวัยประมาณ 50 ปี ของอาชวิณ ลูกชายคนโตของอนันต์ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LH ยักษ์ใหญ่ทางด้านที่อยู่อาศัยรายหนึ่งของเมืองไทยที่มีอายุถึง 53 ปี กำลังเผชิญโจทย์ยากของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ทั้งกำลังซื้อชะลอตัว หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง การขอสินเชื่อยากขึ้น ขณะที่การแข่งขันด้านราคาและการใช้โปรโมชั่นเพื่อระบายสต็อกกดดันทั้งยอดขายและความสามารถในการทำกำไร

ผลประกอบการของ LH สะท้อนสถานการณ์นี้ค่อนข้างชัด

ครึ่งปีแรก 2569 บริษัทมีรายได้รวม 9,018 ล้านบาท ลดลง 14.5% จาก 10,553 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิเหลือ 1,220 ล้านบาท ลดลง 44.8% จาก 2,212 ล้านบาท

หากมองย้อนหลังจะเห็นว่า รายได้จากธุรกิจหลักอย่างการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงต่อเนื่อง จาก 30,752 ล้านบาทในปี 2565 เหลือ 13,131 ล้านบาทในปี 2568 หายไปมากกว่าครึ่งในเวลา 3 ปี

นี่คือสถานการณ์ที่อาชวิณกำลังจะรับช่วงต่อในฐานะ CEO คนใหม่

โจทย์ใหญ่ก็คือเขาจะพาองค์กรขนาดใหญ่ผ่านตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เป็นใจอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แต้มต่อสำคัญของ LH คือ บริษัทไม่ได้ฝากอนาคตไว้กับการขายบ้านเพียงอย่างเดียว

โมเดลธุรกิจที่อนันต์ อัศวโภคิน วางรากฐานไว้ตั้งแต่อดีต คือการ “กระจายความเสี่ยง” หรือ Diversification ไปสู่ธุรกิจอื่น เพื่อสร้างแหล่งรายได้และมูลค่าเพิ่มเติมในวันที่ตลาดที่อยู่อาศัยไม่เติบโตเหมือนเดิม

ผลของยุทธศาสตร์นี้เห็นชัดขึ้นในวันที่ตลาดบ้านชะลอตัว รายได้จากบริษัทเหล่านี้กำลังช่วยลดแรงกระแทกให้ LH ได้อย่างชัดเจน

ครึ่งปีแรก 2569 รายได้ขายอสังหาฯ ลดลง 32.9% เหลือ 4,533 ล้านบาท ขณะที่รายได้ค่าเช่าและบริการกลับโต 18.2% เป็น 4,485 ล้านบาท จนมีขนาดเกือบเท่าธุรกิจขายบ้าน

รายได้ส่วนนี้มาจากสินทรัพย์ที่ LH พัฒนาขึ้นเพื่อสร้างรายได้ประจำ เช่นธุรกิจโรงแรมเครือ Grande Centre Point ที่มีมากกว่า 10 แห่ง และศูนย์การค้า Terminal 21 จำนวน 4 สาขา

นอกจากนี้ LH ยังมีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 1,614 ล้านบาท โดยหลักมาจาก HomePro, LH Financial Group และ Quality Houses

นี่คือผลของการกระจายความเสี่ยงที่กำลังมีความหมายมากขึ้นในวันที่ธุรกิจบ้านเป็นช่วงขาลง

แนวทางบริหาร LH ในช่วงตลาดชะลอตัวจึงถูกสรุปไว้เป็น 3 เรื่อง คือ “ระบายสต็อกอสังหาฯ – ลดระดับหนี้สินต่อทุน – กระจายความเสี่ยง”

พื้นฐานของอาชวิณก็สอดคล้องกับโจทย์ดังกล่าว

เขาจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ (วิทยาการระบบและวิศวกรรมระบบ) และเศรษฐศาสตร์ (การเงิน) จากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา

มีประสบการณ์ด้านการเงินมากกว่า 20 ปี เริ่มทำงานกับ Goldman Sachs ในนิวยอร์กเมื่อปี 2542 ก่อนกลับมาทำงานในประเทศไทย ผ่านทั้งธุรกิจธนาคาร งานเทรดดิ้ง ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และตราสารหนี้ต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน เขาไม่ได้เพิ่งเข้ามารู้จักธุรกิจของกลุ่ม LH เพราะนั่งเป็นกรรมการใน HomePro ตั้งแต่ปี 2557, Quality Houses ตั้งแต่ปี 2560 และ LH ตั้งแต่ปี 2561

ก่อนขยับเข้าสู่ฝ่ายบริหารเต็มตัวในปี 2566 ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการและผู้บริหารสูงสุดด้านการเงิน (CFO) และต้นปี 2569 ขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง CEO

ดังนั้น แม้การ “ผลัดใบ” ผู้นำครั้งนี้เกิดขึ้นในฤดูที่ตลาดบ้านไม่เป็นใจ แต่ LH ยังมีรากฐานและกิ่งก้านธุรกิจที่คนรุ่นก่อนวางไว้

จากนี้ต้องดูว่า อาชวิณจะพา LH ผ่านฤดูขาลง และแตกยอดการเติบโตครั้งใหม่ได้เมื่อไร