Duolingo เพิ่งเปิดป๊อปอัพสโตร์ในเมืองไทย ที่ริเวอร์พาร์ค ชั้น G ไอคอนสยาม นับเป็นครั้งแรกที่แอปพลิเคชั่นสอนภาษาอังกฤษมาทำตลาดแบบออฟไลน์ แทนที่จะทำตลาดผ่านออนไลน์อย่างเดียว
นี่เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่ส่งสัญญาณเขย่าธุรกิจการศึกษา
ประเด็นสำคัญคือ หลายคนอยากเก่งอังกฤษแต่ไม่มีเวลาไปเรียน วันนี้ไม่ต้องเสียเวลาฝ่ารถติดอีกต่อไป เพราะการเรียนภาษาอังกฤษย้ายมาอยู่ในมือถือแล้วเต็มรูปแบบ แอปอย่าง Duolingo, ELSA Speak, HelloTalk หรือ Loora AI กำลังกลายเป็นชื่อที่คุ้นหูในไทย ไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน นักศึกษา หรือคนที่อยากฝึกพูดก่อนเดินทาง ต่างพากันโหลดมาใช้ เพราะมันสะดวก ราคาเอื้อมถึง และเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
สิ่งที่ทำให้แอปเหล่านี้ต่างจากคอร์สเรียนแบบเดิมคือ AI ที่เข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนเกม จากเดิมที่ต้องมีครูคอยฟังการออกเสียง ตอนนี้แค่พูดใส่มือถือ แอปก็วิเคราะห์ให้ทันทีว่าเสียงไหนเพี้ยน สำเนียงตรงไหนต้องปรับ Duolingo Max ยังใช้ GPT-4 มาช่วยจำลองบทสนทนา ELSA ก็มีระบบจดจำเสียงให้ feedback แบบละเอียด ทำให้การฝึกพูด–ฟังไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ แต่กลายเป็นการเล่นเกมสะสมแต้ม ที่ชวนให้กลับมาเรียนต่อเนื่อง
บนเวทีโลก Duolingo ถือเป็นขวัญใจอันดับหนึ่ง มียอดผู้ใช้แอคทีฟหลายร้อยล้านคนและดาวน์โหลดทะลุ 500 ล้านครั้ง ขณะที่ Babbel, Rosetta Stone, HelloTalk และ Mondly ก็สร้างฐานแฟนคลับได้แน่น โดยแต่ละแอปก็มีจุดเด่นของตัวเอง ทั้งบทสนทนาจริง ฟีเจอร์ AR หรือ chatbots แต่สิ่งที่เหมือนกันคือทุกค่ายเร่งพัฒนา AI ให้การเรียนรู้ปรับตามผู้ใช้ได้เฉพาะตัวมากขึ้น
ในระดับโลก ตลาดแอปเรียนภาษาอังกฤษกำลังโตแบบก้าวกระโดด หลายรายงานประเมินว่าปี 2024 ตลาดนี้มีมูลค่าราว 1–2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจพุ่งใกล้ แสนล้านดอลลาร์ในอีกสิบปีข้างหน้า โดยเฉพาะเอเชีย-แปซิฟิกที่คิดเป็นราว หนึ่งในห้าของตลาดโลก และโตเฉลี่ยเกือบ 20% ต่อปี นั่นหมายความว่าคนในภูมิภาค รวมทั้งไทย กำลังหันมาเรียนภาษาอังกฤษผ่านแอปมากขึ้นแบบเห็นได้ชัด
สำหรับคนไทยเอง ความต้องการก็ไม่แพ้กัน ทั้งการทำงานกับบริษัทข้ามชาติ การท่องเที่ยว หรือแม้แต่ขายของออนไลน์ต่างประเทศ ล้วนต้องใช้ภาษาอังกฤษ การเรียนผ่านแอปจึงตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบได้ดี เพราะใช้เวลาสั้นๆ วันละไม่กี่นาที ก็พอเก็บเล็กเก็บน้อยได้ทุกวัน แถมมี AI และระบบ gamification ที่คอยกระตุ้นให้อยากกลับมาเรียนต่อเนื่อง
เรื่องค่าใช้จ่ายก็ชวนให้คนสนใจ คอร์สพรีเมียมของแอปฝึกพูด–ฟังอยู่ที่ประมาณ 3,000–6,000 บาทต่อปี เช่น ELSA Speak พรีเมียมปีละราว 2,900–3,000 บาทหลังหักโปร หรือ Duolingo Super ประมาณ 700–800 บาทต่อปี ถูกกว่าคอร์สเรียนสดหลายเท่า แถมลองใช้ฟรีก่อนได้อีก
เสียงจากผู้ใช้ไทยส่วนใหญ่ก็ไปในทางเดียวกัน ELSA Speak ถูกชมว่า feedback เรื่องสำเนียงแม่นจริง หลายคนบอกว่าพูดชัดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วน Duolingo ก็เป็นขวัญใจสายเริ่มต้นเพราะเรียนเหมือนเล่นเกม และถ้าระดับภาษาสูงขึ้น ความท้าทายก็อาจน้อยลง
จุดแข็งของแอปเหล่านี้คือ สะดวก ต้นทุนต่ำ และมี AI ช่วยวิเคราะห์เสียง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ที่ติ เพราะยัง ขาดการโต้ตอบเชิงลึกเหมือนคุยกับคนจริง ต้องมีวินัยในการเรียน และถ้าเรียนหลายปีหรือใช้หลายแอปพร้อมกัน ค่าใช้จ่ายก็อาจบานปลายได้
การเติบโตของแอปเรียนภาษาอังกฤษยัง เขย่าตลาดคอร์สเรียนสดและสถาบันสอนภาษา โดยเฉพาะคอร์สระดับพื้นฐานที่ผู้เรียนสามารถเริ่มเองได้ง่าย ๆ บนมือถือ ส่งผลให้คอร์ส Beginner ของสถาบันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Preply ต้องเร่งปรับทั้งราคาและคุณค่าให้โดดเด่นกว่า
แต่ขณะเดียวกัน แอปเหล่านี้ก็กลายเป็น “บันไดขั้นแรก” เพราะเมื่อผู้ใช้เก่งขึ้นและอยากฝึกบทสนทนาจริงที่ซับซ้อนกว่า ก็จะกลับไปหาครูหรือคอร์สสด นั่นทำให้สถาบันต้องหันมาเล่นเกม Hybrid ผสมผสานคลาสสดกับเทคโนโลยี AI
การบุกตลาดไทยของแอปเรียนภาษาอังกฤษไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นสัญญาณว่า การเรียนภาษาอังกฤษกำลังเปลี่ยนโฉม จากห้องเรียนสี่เหลี่ยมสู่หน้าจอมือถือ พร้อม AI ที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย สนุก และถูกกว่าที่เคย และนี่คือแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้ทุกฝ่ายในวงการการศึกษาต้องปรับตัวทันเกมใหม่
