หลังหยุดพักกันมายาวตลอดช่วงปีใหม่ ตอนนี้ก็เข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมกราคมแล้ว แต่สภาพอากาศที่ยังคงมีลมเย็นไม่ขาดสาย เรียกว่ายิ่งส่งเสริมพฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่นิยมอาบน้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายร่างกายหลังนอนเปิดแอร์มาตลอดทั้งคืน เพื่อเริ่มต้นวันทำงาน วันเรียน กันอย่างแจ่มใส
ซึ่งมองได้ว่าพฤติกรรมดังกล่าว ที่กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภคไปแล้วตอนนี้ สามารถสร้างมูลค่าตลาดให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าในกลุ่ม Major appliance (แอร์) และ Small appliance (เครื่องทำน้ำอุ่น) ที่ยังมีช่องว่างให้เติบโตจากอัตราการเข้าถึงครัวเรือนไทยที่ยังไม่สูง แอร์อยู่ที่ราวกว่า 40% และ เครื่องทำน้ำอุ่นกว่า 20%

| ชอบนอนแอร์ – ตื่นอาบน้ำอุ่น
พฤติกรรมสร้างมูลค่าตลาด 3,000 และ 30,000 ล้าน |
||
| ปี ค.ศ. | ตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นในไทย | ตลาดแอร์ในไทย |
| 2020 | 3,200 | 20,929 |
| 2021 | 3,000 | 20,563 |
| 2022 | 3,000 | 22,567 |
| 2023 | 3,200 | 28,606 |
| 2024 | 3,360 | 32,610 |
| 2025 | 3,520 | 34,567 |
| ที่มา : มูลค่าตลาดเครื่องทำน้ำอุ่น อ้างอิง สตีเบล เอลทรอน, มูลค่าตลาดแอร์ อ้างอิง แอลจี อีเลคทรอนิคส์ / มกราคม 2026 | ||
ปัจจุบันตลาดเครื่องทำน้ำอุ่นในไทยก้าวข้ามขีดจำกัดของสินค้าที่จำหน่ายได้เฉพาะช่วงหน้าหนาวไปสู่การเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสามัญประจำบ้านที่มียอดขายคงที่ตลอดทั้งปี เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่เปลี่ยนไปสู่รูปแบบ Lifestyle Driven ที่นิยมอาบน้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายร่างกายจากการนอนในห้องแอร์มาตลอดทั้งคืน โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองที่ต้องเผชิญกับสภาวะ Micro Living หรือการอยู่อาศัยในพื้นที่จำกัดจากการขยายตัวของความเป็นเมือง ส่งผลให้ห้องน้ำไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ชำระล้างทั่วไปอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับใช้พักใจและรีเซ็ตตัวเองก่อนและหลังจากการเรียน การทำงาน
ด้วยอินไซด์ดังกล่าว แบรนด์ต่าง ๆ จึงปรับกลยุทธ์โดยเน้นการออกแบบตัวเครื่องทำน้ำอุ่นให้มีความสวยงามทันสมัย ทำหน้าที่เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งห้องน้ำที่สะท้อนรสนิยมของผู้อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับการชูจุดเด่นด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน เพื่อกระตุ้นทั้งกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการติดตั้งเครื่องแรก และกลุ่ม Replacement Market ที่ต้องการเปลี่ยนเครื่องเก่าให้ตอบโจทย์การใช้งานที่มีคุณภาพและสุนทรียภาพมากขึ้นกว่าเดิม
ขณะที่ตลาดแอร์ ปัจจุบันตลาดนี้ยังคงมีพลวัตและการแข่งขันที่รุนแรงไม่แพ้สภาพอากาศที่ร้อนของไทย โดยมีปัจจัยส่งเสริมการเติบโตจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และการยกระดับมาตรฐานฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่มีการเพิ่ม 4 และ 5 ดาว เข้ามาในตลาด จากเดิมมีแค่ 0-3 ดาว ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ขณะเดียวกันเทคโนโลยี AI ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน โดยระบบอัจฉริยะที่สามารถปรับอุณหภูมิและจัดการพลังงานได้อัตโนมัติ กลายเป็นฟีเจอร์หลักที่ผู้บริโภคยุคใหม่ใช้พิจารณาเลือกซื้อแอร์เพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว
ในด้านส่วนแบ่งทางการตลาดแอร์ สมรภูมินี้ยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้เล่นทุกระดับ เนื่องจากกลุ่มผู้นำท็อป 5 ในปัจจุบัน ครองส่วนแบ่งรวมกันเพียง 50% ของตลาดทั้งหมด ทำให้เกิดช่องว่างสำหรับแบรนด์ในอันดับรองลงมาที่จะชิงส่วนแบ่งในตลาดที่มีมูลค่าสูง
ทั้งนี้ ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ดังตัวอย่างที่เห็นจากตลาดแอร์และเครื่องทำน้ำอุ่น สะท้อนชัดเจนว่าการที่แบรนด์จะเติบโตในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน คงพึ่งพาเพียงสภาพลมฟ้าอากาศในบ้านเราอีกต่อไปไม่ได้แล้ว แต่จะต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในด้านประสบการณ์การใช้งาน, ดีไซน์สวยงาม และความคุ้มค่า
