หนึ่งในจุดเช็คอินหลักที่เหล่านักท่องเที่ยวต้องไปเมื่อถึงกรุงโรม เมืองหลวงของอิตาลี คือ น้ำพุเทรวี โดยมีสิ่งต้องทำคือ อธิษฐานแล้วโยนเหรียญลงไป ซึ่งนานมาแล้วสามารถทำได้ฟรี แต่จากนี้จะไม่ฟรีอีกต่อไป 

2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เป็นวันแรกที่กรุงโรมได้ประกาศเริ่มใช้ระบบเก็บตั๋วเข้าชมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่ผู้อยู่อาศัยในเมือง ในราคา 2 ยูโร (ประมาณ 75 บาท) เพื่อสิทธิ์ในการเดินเข้าไปสัมผัสขอบน้ำพุและโยนเหรียญในระยะใกล้

ระบบนี้จะบังคับใช้ในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น คือตั้งแต่ 09.00 น. ถึง 22.00 น. (ยกเว้นวันจันทร์และศุกร์เริ่ม 11.00 น.) โดยบรรยากาศในวันแรกเต็มไปด้วยความวุ่นวาย มีรายงานว่านักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมจ่ายเงิน ได้เลือกยืนอยู่นอกแนวกั้นและ ขว้างเหรียญข้ามหัวผู้อื่นเพื่อให้ลงน้ำพุ จนเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและต้องเตรียมจัดสายตรวจเข้าดูแล

การเก็บค่าเข้าที่อาจเรียกได้ว่าการเก็บค่าโยนเหรียญซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนี้ เป็นหนึ่งในมาตรการคุมเข้ม เพื่อรักษาแหล่งท่องเที่ยวดัง ไม่ให้โทรมและเสียหายจากการท่องเที่ยวที่มากล้นเกินไป (Overtourism) ตามนโยบายของรัฐบาลอิตาลี ที่ได้การประกาศใช้ไปกับสถานที่ท่องเที่ยวดังแห่งอื่นๆ แล้วก่อนหน้านี้ จนอีกหลายประเทศทำตาม 

ที่เวนิส เก็บค่าธรรมเนียมเข้าเมือง 5 ยูโร (ประมาณ 185 บาท) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเช้าเย็นกลับซึ่งอาจเรียกได้ว่าค่าเหยียบแผ่นดิน ส่วน เวโรนา ที่จำกัดจำนวนคนเข้าชม “ระเบียงจูเลียต” เพื่อความปลอดภัย และ โดโลไมท์ ที่จำกัดการเข้าถึงโบสถ์และทะเลสาบชื่อดังเพื่อป้องกันธรรมชาติ

ส่วนเงินที่ได้จากค่าเข้าน้ำพุเทรวี คาดว่าอาจสูงถึง 20 ล้านยูโร (ประมาณ 743 ล้านบาท) ต่อปี ซึ่งนอกจากนำมาใช้บำรุงรักษาตัวน้ำพุ และเป็นเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่แล้ว ซึ่งดูแลความเรียบร้อยและป้องกันเหตุล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวแล้ว ยังจะบริจาคให้มูลนิธิ Caritas เพื่อช่วยคนยากจนอีกด้วย

สำหรับ น้ำพุเทรวี เป็น สถาปัตยกรรมสไตล์บาโรกอันวิจิตร โดยถูกสร้างขึ้น ณ จุดสิ้นสุดของท่อส่งน้ำโบราณ Aqua Virgo ที่หล่อเลี้ยงกรุงโรมมาตั้งแต่ยุคจักรวรรดิ ตัวน้ำพุในปัจจุบันเป็นผลงานของสถาปนิก Nicola Salvi ที่เริ่มสร้างในปี 1732

สถาปัตยกรรมนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของ Oceanus เทพเจ้าแห่งมหาสมุทร บนรถรบเปลือกหอยได้อย่างทรงพลัง ความงดงามนี้มาพร้อมกับตำนานการโยนเหรียญที่โด่งดังไปทั่วโลกจาก Three Coins in the Fountain หนังดังยุค 50 ซึ่งทำให้หลังจากนั้น หนังต่างประเทศที่มาถ่ายทำในอิตาลีแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะหนังแนวโรแมนติกต่างก็ต้องมีฉาก น้ำพุเทรวี 

ตามตำนานระบุว่า หากใช้มือขวาโยนเหรียญข้ามไหล่ซ้ายลงน้ำพุ 1 เหรียญจะได้กลับมาที่โรมอีกครั้ง ถ้าโยน 2 เหรียญจะได้พบรัก และถ้าโยน 3 เหรียญจะได้แต่งงานกับคนอิตาลี โดยแม้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติและสีสันการท่องเที่ยวส่งให้น้ำพุเทรวีดังไปทั่วโลก ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมากถึงวันละ 30,000 คนต่อวัน และ 10 ล้านคนต่อปี 

แต่ก็มีผลเสียตามมานั่นคือ เหรียญเงินสกุลต่างๆ นักท่องเที่ยวโยนลงไปมีน้ำหนักมากถึง 55 ล้านตันในแต่ละปี ซึ่งหนักเกือบเท่ากับวาฬสีน้ำเงินตัวเต็มวัยหนึ่งตัวเลยทีเดียว โดยเมื่อรวมกับการจัดการดูแลนักท่องเที่ยวที่มาโยนเหรียญกันจนแออัด ซึ่งเคยสูงสุดเกือบวันละ 70,000 คน จึงเป็นงานยากและเหนื่อย จนที่สุดกรุงโรมต้องสั่งเก็บค่าเข้านั่นเอง 

จากทั้งหมดจึงสรุปได้ว่า การจัดเก็บค่าเข้าชมน้ำพุเทรวีเป็นมาตรการเชิงรุกที่จำเป็นในการจัดระเบียบการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน แม้การเก็บเงินอาจสร้างความไม่สะดวกใจให้แก่ผู้มาเยือนบางกลุ่ม แต่หากมองในระยะยาว นี่คือขั้นตอนสำคัญในการปกป้องหัวใจสำคัญของประวัติศาสตร์

การคัดกรองผู้คนและห้ามรับประทานอาหารในบริเวณนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความสะอาด แต่ยังช่วยลดช่องว่างไม่ให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยวในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับความงาม

โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้มั่นใจว่า น้ำพุเทรวีจะยังคงงดงามและทรงคุณค่าที่จะต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกให้กลับมาโยนเหรียญอธิษฐานได้อีกครั้ง ตามตำนานที่เล่าขานกันมาอย่างไม่เสื่อมคลาย / cnn