จะเกินไปไหม ? หากบอกว่าผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการซื้อ Green Product & Green Service เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่เศรษฐกิจชะลอตัว สินค้าและบริการที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล ลดของเสีย นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ใช้พลังงานสะอาด ประหยัดพลังงาน ฯลฯ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูงขึ้น

ผลสำรวจของ Marketbuzzz และ วิทยาลัยโลกคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ พบว่า สิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาอันดับ 1 ที่คนไทยกังวลมากที่สุดอยู่ที่ 44% อันดับ 2 ค่าครองชีพสูงอยู่ที่ 40% และอันดับ 3 ภาพรวมเศรษฐกิจ 30% ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้ผู้บริโภคกว่า 66% พร้อมจะสนับสนุนแบรนด์หรือบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และผู้บริโภค 58% เต็มใจจ่ายเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (ประมาณ 11.7%) สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ความสำคัญของ Green Product & Green Service ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปเท่านั้น การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างองค์กร (B2B) ก็อยู่ในภาวะเร่งตัวขึ้นเช่นกัน เพราะนอกจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมแล้ว การซื้อขายสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยังมีผลโดยตรงต่อการแข่งขันของธุรกิจ รายได้และกำไรของกิจการ

เนื่องจากองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังมุ่งเน้นการซื้อสินค้าและบริการที่มีมาตรฐานการปล่อยคาร์บอนต่ำ อีกทั้งมีข้อบังคับทางกฎหมายต่างๆ เพิ่มมากขึ้น อาทิ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ฯลฯ

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลายแห่งใน SET และ mai ที่ลงทุนและปรับตัวรับ ”สมรภูมิ Green” อย่างจริงจังเต็มรูปแบบมาก่อนหน้านี้ เริ่มสะท้อนความสำเร็จผ่านผลประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม แม้ในปีที่เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ บจ. เหล่านี้กำลังโตสวนกระแส

รถรับส่งพนักงานสู่ Green-Industry Support Partner

บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือ ATP30 ผู้ให้บริการรถรับส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออกและภาคกลาง มองเห็นเทรนด์ลดคาร์บอนตั้งแต่ยังไม่เป็นกระแส และบุกเบิกการใช้ “รถบัสพลังงานสะอาด” เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ

จากจุดเริ่มต้นการทดลองให้บริการรถบัส EV ไม่กี่คัน เพื่อรับส่งพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมเมื่อราวๆ 2 ปีก่อนหน้า ขยายสู่การให้บริการด้วยรถบัส EV จำนวน 29 คันในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการที่เติบโตก้าวกระโดด ขององค์กรขนาดใหญ่ แบรนด์ระดับโลกที่มีฐานผลิตในไทย ล้วนแต่ต้องการใช้สินค้าและบริการคาร์บอนต่ำ เพื่อลดคาร์บอนในการดำเนินงานและเป็นไปตามมาตรฐานการนำเข้าส่งออกสินค้าของนานาประเทศทั่วโลก ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการขนส่งที่พร้อมให้บริการมีจำนวนน้อยราย

ความต้องการที่สูงขึ้นของฝั่งลูกค้า บวกการบริหารจัดการ ควบคุมต้นทุน อย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ผลประกอบการ กระแสเงินสด เติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยรายได้รวมปีนี้มีแนวโน้มสูงกว่าเป้าหมาย 800 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้นอยู่ที่ 21% จากปีก่อนอยู่ที่ 19% และอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5% จากปีก่อนอยู่ที่ 6%

นอกเหนือจากผลประกอบการที่ดีขึ้นแล้ว เป้าหมายต่อไปของ ATP30 คือ การเป็น Green-Industry Support Partner ของโรงงานทั้งไทยและต่างชาติ ที่มองหาพาร์ตเนอร์ช่วยบริหารจัดการและลดการปล่อยคาร์บอน (Scope 3) ได้อย่างครบวงจร ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มให้บริการด้านการลดคาร์บอนแก่โรงงานที่สนใจแล้ว ด้วยความพร้อมทั้งด้านรถบัสไฟฟ้าและระบบผลิตพลังงานที่รองรับการดำเนินงาน

สำหรับแผนขยายธุรกิจและการลงทุนปี 69 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 15% จากปีนี้ และมีอัตรากำไรปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเตรียมงบประมาณลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท สำหรับการเพิ่มรถบัส EV ใหม่อย่างน้อยอีก 30 คัน โดยมีสัญญาที่อยู่ในแผนแล้วจำนวน 14 คัน

ควบคู่กับการลงทุนด้านสถานีชาร์จระบบ Solar Roof & Smart Charger เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าใช้เองจาก 120 กิโลวัตต์ เป็น 240–300 กิโลวัตต์ และเพิ่มสถานีชาร์จอีก 3 จุด จากเดิมที่มีจำนวน 2 จุด ช่วยลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว

ภารกิจพัฒนา Green Precast Concrete ราคาเข้าถึงง่าย

บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP มองเห็นความจำเป็นในการปรับตัวและเดินหน้าอย่างจริงจัง  โดยมีโจทย์สำคัญ คือ การพัฒนา Green Product ที่มีราคาเข้าถึงง่าย พร้อมใช้ ไม่เพิ่มต้นทุนการดำเนินงานให้ผู้รับเหมาก่อสร้าง

CCP เริ่มทยอยปรับปรุงกระบวนการผลิตเกือบทั้งระบบ ลงทุนในเครื่องจักรใหม่ ลดการใช้แรงงาน นำพลังงานทดแทนเข้ามาใช้ ลดของเสีย จัดสรรทรัพยากรทุกด้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ดียิ่งขึ้น แต่มีต้นทุนในระดับต่ำกว่าเดิม

ควบคู่กับการวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป โดยนำวัสดุทดแทนเข้ามาใช้มากขึ้น จนได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในหลายผลิตภัณฑ์ เช่น บล็อกกำแพงกันดินสำเร็จรูป รางระบายน้ำสำเร็จรูป บล็อกประสานปูพื้น และบล็อกหญ้า

ปัจจุบันโครงการทั้งภาคและเอกชนให้ความสำคัญ และเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อตอบรับกับนโยบายลดการปล่อยคาร์บอนและเทรนด์ Green Construction ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และยังขยายงานในฐานลูกค้าเดิมที่ต้องการวัสดุที่ได้มาตรฐาน เพื่อใช้ในโครงการของตนเอง

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น รายได้รวมงวด 9 เดือน 1,921.54  ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้น 22.65% อัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 4.93% มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง มีแบ็คล็อกเติบโต 1,800 ล้านบาท

CCP มีเป้าหมายยกระดับองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้าน Green Precast Concrete ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ดังนั้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนรายใหญ่ในประเทศ ประกอบด้วย ปตท. และ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) นำวัสดุเหลือใช้จากกระบวการการผลิต และพัฒนาวัสดุทดแทน เข้ามาใช้เป็นส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ Precast แทนการใช้คอนกรีต เพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนสู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแท้จริง

กลยุทธ์ “Green Building” สร้างยอดขายท่ามกลางอสังหาฯ ซบเซา

บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ภาคเหนือ ที่มองเห็นพฤติกรรมความต้องการที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป โดยลูกค้าให้ความสำคัญกับบ้านที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาวมากขึ้น

อรสิรินจึงมุ่งมั่นในการสร้าง “ที่อยู่อาศัยสีเขียว” และได้ปรับตัวเชิงกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ โดยเน้นการพัฒนาโครงการตามมาตรฐาน Green Building ตั้งแต่ขั้นตอนการก่อสร้างที่เลือกใช้วัสดุ Green Product การใช้คอนกรีตคาร์บอนต่ำ วัสดุที่มีส่วนผสมของวัสดุรีไซเคิล การติดตั้งโซลาร์เซล การเลือกใช้วัสดุตกแต่งที่ช่วยกักเก็บความเย็น สะท้อนความร้อน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานของบ้าน

นอกจากนี้ยังยกระดับความใส่ใจในสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยในทุกยูนิตมีการติดตั้งระบบกรองอากาศ เช่น ระบบ Flow&Fine หรือเครื่องกรองอากาศฝังเพดาน ซึ่งช่วยในการระบายอากาศและกรองฝุ่น PM2.5 เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อยู่อาศัยจะได้รับอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้าน แม้ในภาวะที่มลพิษทางอากาศสูงตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยได้อย่างครบวงจร

การปรับตัวเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว กลายเป็นจุดแข็งและสร้างความแตกต่างทางธุรกิจ ส่งผลให้ ORN สามารถสร้างยอดขายที่เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้รวมในงวด 9 เดือน ปีนี้ อยู่ที่ 1,418.57 ล้านบาท เติบโตขึ้น 72.95% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 41.82% มีแบคล็อกเติบโต 2,603.70 ล้านบาท สวนกระแสภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงซบเซา เนื่องจากโครงการ “ที่อยู่อาศัยสีเขียว” ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าทุกระดับ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ใส่ใจในคุณภาพชีวิตและความยั่งยืน

นอกจากนี้ อรสิรินยังคงเดินหน้าต่อ โดยเตรียมแผนเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในระดับองค์กรและการพัฒนาโครงการด้าน Green Building อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำจุดยืนในการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพที่สร้างสรรค์สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต

สินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องในระยะ 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากผู้บริโภคทั้งระดับ B2C และ B2B มีความตระหนักและกังวลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะปัจจัยด้านราคา และสภาพเศรษฐกิจ ความท้าทายของภาคธุรกิจจึงอยู่ที่การลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่ตรงเป้า มีเม็ดเงินลงทุนที่เหมาะสม เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ได้ครบทุกมิติ ไม่ใช่แค่การ “ฟอกเขียว”