ปกติแล้วในวงการธุรกิจ เวลาเบอร์ใหญ่กับเบอร์ใหญ่มาเจอกัน เรามักจะนึกภาพการแข่งกันที่ดุเดือด ที่ต่างฝ่ายต่างงัดกลยุทธ์มาเพื่อแย่งเงินในกระเป๋าของลูกค้า แต่วันนี้แนวทางการทำธุรกิจกลับเปลี่ยนไป เพราะ “Sephora” ร้านเครื่องสำอางตัวแม่ระดับโลก กับ “Olive Young” ร้านเครื่องสำอางเบอร์ 1 ของเกาหลี ที่เคยเป็นคู่แข่งกัน จู่ๆ ก็หันมาจับมือกันอย่างว่าง่าย

ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะถ้าย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน หรือประมาณปี 2024 Sephora เคยพยายามที่จะบุกตลาดเกาหลีมาแล้ว แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดจนต้องปิดสาขาทั้งหมดแล้วถอยทัพกลับบ้านไป สาเหตุก็เพราะสู้เจ้าถิ่นอย่าง Olive Young ไม่ไหวนั่นเอง แต่วันนี้เขากลับมาใหม่ ไม่ใช่มาสู้ แต่มาชวนคู่แข่งอย่าง Olive Young มาช่วยกันทำธุรกิจแทน

ถ้าใครนึกภาพความยิ่งใหญ่ของสองเจ้านี้ไม่ออก ให้ลองจินตนาการว่า Sephora เปรียบเหมือน “ตัวแม่ฝั่งอินเตอร์” คือร้านเครื่องสำอางที่รวมแบรนด์หรูจากยุโรปและอเมริกาไว้มากที่สุดในโลก มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 3,400 แห่ง ใครอยากได้ของแพง ของดี แบรนด์หายาก อย่าง Fenty Beauty หรือ Rare Beauty ต้องมาที่นี่

ส่วน Olive Young คือ “เจ้าแม่ฝั่งเกาหลี” นึกภาพร้านที่วัยรุ่นเกาหลีทุกคนต้องเข้า หรือคนไทยไปเที่ยวเกาหลีทีไรก็ต้องหิ้วถุงนี้กลับมา คือถ้าอยากรู้ว่าสกินแคร์ตัวไหนฮิต ลิปสติกแท่งไหนกำลังมา ต้องมาที่นี่ ซึ่งปัจจุบัน Olive Young สามารถขึ้นเป็นที่หนึ่งของตลาดบิวตี้ แบบทิ้งห่างคู่แข่ง ชนิดที่ว่าร้านเครื่องสำอางในเกาหลี 100 ร้าน จะเป็น Olive Young ไปแล้ว 90 ร้าน เรียกว่าผูกขาดความฮิตไว้เจ้าเดียวเลย

แล้วคำถามที่ว่า “ทำไมเขาต้องมาจับมือกัน” คำตอบง่ายมาก เพราะต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่ตัวเองขาด อย่าง Sephora แม้จะเก่งเรื่องแบรนด์ฝรั่ง แต่พอเป็นของเกาหลีกลับตามไม่ทัน เพราะเทรนด์เกาหลีเปลี่ยนไวมาก วันนี้ตัวนี้ฮิต พรุ่งนี้เลิกฮิตแล้ว กว่า Sephora จะดีลแบรนด์มาขาย ของก็อาจจะตกกระแสไปแล้ว สู้ไปจับมือกับ Olive Young ที่เป็นเจ้าแม่ฝั่งเกาหลีมาช่วยเลือกของให้เลยดีกว่า

ส่วนฝั่ง Olive Young เองถึงจะใหญ่ในบ้านเกิดอย่างเกาหลีใต้ ที่มีสาขาอยู่กว่า 1,390 แห่ง แต่พอจะออกไปลุยเมืองนอกจริงๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะการจะไปเปิดร้านเอง จ้างพนักงานเอง ค่าเช่าที่ก็แพงแถมยังมีความเสี่ยงสูง เหมือนที่เคยลองผิดลองถูกในจีนกับอเมริกามาแล้ว สู้เอาของไปฝากขายในร้าน Sephora ที่มีสาขาทั่วโลกอยู่แล้วดีกว่า ไม่ต้องลงทุนสร้างตึกเอง

งานนี้เรียกว่า Win-Win กันทุกฝ่าย Sephora ได้ภาพลักษณ์ร้านที่ครบเครื่องที่สุดมีทั้งของแบรนด์หรูฝรั่งและของฮิตเกาหลี ดึงเด็กวัยรุ่นเข้าร้านได้มากขึ้น ส่วน Olive Young ก็ได้ยกระดับตัวเองให้ดูอินเตอร์ขึ้น เอาของไปขายทั่วโลกได้ทันที

โดยไฮไลต์สำคัญของการร่วมมือกันในครั้งนี้ Sephora จะไม่ได้แค่เอาของจาก Olive Young มาวางขายเฉยๆ แต่จะเล่นใหญ่ด้วยการทำโซนพิเศษขึ้นมา โดยภาพบรรยากาศเมื่อเราเดินเข้า Sephora จะพบกับมุมที่ตกแต่งในธีม Olive Young โดยเฉพาะ ซึ่งจะอัดแน่นไปด้วยแบรนด์เกาหลีตัวท็อป และไอเทมที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่นเกาหลีเข้าไว้ด้วยกัน

ซึ่งทั้งหมดนี้ทาง Olive Young จะคัดมาให้แล้วว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม แถมเรายังขอคำแนะนำจากพี่ๆ พนักงานขาย หรือที่สาวๆ มักจะเรียกกันว่า พี่ๆ BA ของ Sephora ได้เหมือนเดิม ไม่ต้องยืนงงอ่านภาษาเกาหลีข้างกล่องเองอีกต่อไป และที่สำคัญคือ เขาจะเชื่อมต่อระบบกันหมด ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ (Omnichannel) ใครจะเดินไปลองปาดสีที่ร้าน หรือจะนอนกดสั่งผ่านแอป Sephora ก็จะได้รับสินค้าและบริการในมาตรฐานเดียวกัน

และข่าวดีคือ ประเทศไทย ได้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกที่จะได้สัมผัสประสบการณ์นี้ในปี 2026 พร้อมกับ สิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง, สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ส่วนใครที่อยู่โซนอื่นๆ อย่าง ตะวันออกกลาง, อังกฤษ หรือออสเตรเลีย ก็ต้องรอกันหน่อย เพราะเขาจะขยายไปเฟส 2 ในปี 2027

สรุปแล้ว ใครที่อยากได้สกินแคร์ตัวดังที่ไอดอลเกาหลีใช้ หรือเครื่องสำอางแบรนด์ที่กำลังเป็นกระแส ไม่ต้องกดสั่งพรีออเดอร์แล้วรอลุ้นว่าจะโดนโกงไหม ไม่ต้องบินไปหิ้วเองให้หนักกระเป๋า เดินเข้า Sephora ใกล้บ้านแล้วช้อปได้เลย