26 กุมภาพันธ์ ของทุกปีคือ ‘วันเล่านิทานแห่งชาติ’ (National Tell a Fairy Tale Day) ที่ชวนพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู มาเปิดโลกจินตนาการผ่านเรื่องเล่าในหนังสือให้เด็ก ๆ ฟัง ซึ่งไม่เพียงช่วยพัฒนาสมองและปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน แต่ยังเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการสร้างสายใยความผูกพันในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการหยิบเล่มโปรดมาอ่านก่อนนอน แต่งเรื่องราวใหม่ร่วมกัน หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็สามารถหยิบวรรณกรรมมาอ่านเพื่อย้อนวัยได้เช่นกัน
ก่อนอื่น ลองย้อนมาดูเส้นทางตลาดหนังสือในไทยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่าฟื้นตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโรคระบาด และดีดตัวชัดเจนเมื่องานหนังสือกลับมาจัดออนไซต์เต็มรูปแบบ ส่งผลให้ตลาดโตเฉลี่ย 10% ต่อปี
ตลาดหนังสือมีคนรุ่นใหม่เป็นกำลังซื้อหลัก ผลักดันยอดขายหมวดนิยายวาย การ์ตูน มังงะ และฮาวทู เสริมด้วยกระแสสื่อผสมอย่างซีรีส์กับภาพยนตร์ดัดแปลง รวมถึงตลาด E-Book และ Audio Book ที่ขยายตัว จนมูลค่ารวมตลาดปีที่ผ่านมา ขยายตัวแตะ 20,000 ล้านบาท
แต่ส่วนหนึ่งในการเติบโตของตลาดหนังสือ ยังมาจากราคาหนังสือที่ขยับขึ้นราว 40% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับค่าครองชีพและเงินเฟ้อ ทว่าหลังจากนี้คาดว่าราคาจะเริ่มทรงตัว เนื่องจากต้นทุนได้สะท้อนไปชัดเจนแล้วตั้งแต่ช่วงวิกฤตโรคระบาด

| รับวันเล่านิทาน ตลาดหนังสือเด็กโต 2,000 ล้าน
พลังสายใยรักผ่านเสียงอ่านตั้งแต่ในครรภ์ |
||
| ปี ค.ศ. | มูลค่าตลาดหนังสือในไทย | มูลค่าตลาดหนังสือเด็กในไทย |
| 2021 | 13,000 | 1,300 |
| 2022 | 15,000 | 1,500 |
| 2023 | 17,000 | 1,700 |
| 2024 | 17,000 | 1,700 |
| 2025 | 20,000 | 2,000 |
| Marketeer FYI : ตลาดหนังสือเด็กในไทย มูลค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 10% ของตลาดรวม พิมพ์ปกใหม่ 300-400 ปกต่อปี คิดเป็นโลคอลคอนเทนต์ 70% ซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ 30% | ||
| ที่มา : Marketeer รวบรวม มูลค่าตลาดหนังสือ อ้างอิง สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย มูลค่าตลาดหนังสือเด็ก อ้างอิง สำนักพิมพ์แปลน ฟอร์ คิดส์ | ||
ทีนี้ มามองดูภาพรวม ‘ตลาดหนังสือเด็กในไทย’ โดยเฉพาะ จะพบว่ามีสัดส่วนมูลค่าตลาดเฉลี่ยช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ราว 10% ของตลาดรวมมาอย่างต่อเนื่อง และขยายตัวแตะ 2,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา
ตลาดหนังสือเด็กยังคงถูกขับเคลื่อนโดยสำนักพิมพ์รายใหญ่เป็นหลัก โดยตลาดมีการผลิตพิมพ์ปกใหม่ราว 300-400 ปกต่อปี
มิติของโครงสร้างคอนเทนต์ พบว่าตลาดเทน้ำหนักไปที่โลคอลคอนเทนต์สูงถึง 70% ในขณะที่การซื้อลิขสิทธิ์จากต่างประเทศมีสัดส่วนอยู่ที่ 30% เนื่องจากอย่างหลังมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงกว่ามาก
ทิศทางของผู้บริโภค พบว่าแม้การเข้ามาของยุคดิจิทัลจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ของเด็กตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนอาจมีความเชื่อว่าสมาร์ทโฟนและสื่อมัลติมีเดียจะเข้ามาแทนที่
แต่ ‘หนังสือเล่ม’ ก็ยังคงทำหน้าที่สำคัญในการเป็นสื่อหลักของตลาดหนังสือเด็กเสมอมา โดยมีการปรับตัวเชื่อมต่อประสบการณ์เข้ากับยุคดิจิทัล เช่น การใช้คิวอาร์โค้ดสแกนที่หน้าหนังสือเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์เพิ่มเติมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เทรนด์ของหนังสือเด็กในปัจจุบันจึงเป็นสื่อที่เข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับใช้สร้างกิจกรรมร่วมกันของครอบครัวกับลูกหลานปฐมวัย
ทั้งแม้ประเทศไทยจะเผชิญกับสถานการณ์อัตราการเกิดของประชากรที่ลดลง แต่ตลาดกลับเติบโตสวนกระแส ปัจจัยหลักมาจากเทรนด์คนรุ่นใหม่ที่เลือกสร้างครอบครัวขนาดเล็กลงหรือมีลูกคนเดียว ส่งผลให้พ่อแม่ยินดีที่จะใช้จ่ายเพื่อลูกหลานในมูลค่าที่สูงขึ้น
โดยกลุ่มพ่อแม่วัยกลางคนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านหนังสือเล่ม หนังสือเด็กถูกนำมาใช้เพื่อสานความสัมพันธ์ตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์ ผ่านการได้ยินเสียงพ่อแม่เล่านิทานให้ฟัง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยส่งเสริมการใช้ภาษา การเรียนรู้แง่มุมชีวิต และสร้างนิสัยรักการอ่านในระยะยาว
ด้านการปรับตัว สำนักพิมพ์หนังสือเด็กต้องมุ่งสร้างการรับรู้เมื่อกลุ่มครอบครัวกลับมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น ‘แปลน ฟอร์ คิดส์’ (Plan For Kids) สำนักพิมพ์ที่อยู่ในตลาดมา 28 ปี ได้นำคาแรคเตอร์ขวัญใจนักอ่านมาร่วมอีเวนต์ในรูปแบบมาสคอตตามงานหนังสือและศูนย์การค้า พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่ขายให้เป็นเพลย์กราวด์สำหรับการเรียนรู้
อย่างไรก็ตาม ตลาดนี้ยังคงมีความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีอยู่สูง และต้นทุนการพิมพ์แบบ 4 สีที่ปรับตัวขึ้นราว 20% ทุกปีมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโรคระบาด
นอกจากนี้ การทำสื่อดิจิทัลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป สะท้อนจากช่วง 10 ปีที่แล้ว แปลน ฟอร์ คิดส์ เคยทดลองทำตลาดอีบุ๊กผ่านแอปพลิเคชัน ‘Happy Time Story’ ในรูปแบบบอกรับสมาชิก แต่กลับไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีเท่าที่ควร
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่า เสน่ห์ของ ‘หนังสือเล่ม’ สำหรับเด็กวัยเริ่มต้นเรียนรู้ ยังคงเป็นสิ่งล้ำค่าที่โลกดิจิทัลไม่อาจแทนที่ได้อย่างสมบูรณ์
