ตลาดถ่านไฟฉายอาจไม่ได้ถูกพูดถึงบ่อยเท่ากลุ่มแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า แต่ตัวเลขในภูมิภาคอาเซียนกำลังสะท้อนอีกภาพหนึ่ง เมื่อดีมานด์รวมอยู่ที่มากกว่า 3,100 ล้านก้อนต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีขนาดตลาดราว 320 ล้านก้อนต่อปี และอยู่อันดับ 4 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำชัดว่า ถ่านไฟฉายยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่รีโมทคอนโทรล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน ระบบดิจิทัลดอร์ล็อก ไปจนถึงการใช้งานในภาคโรงแรมและที่พักอาศัยในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
ตลาดอาเซียน 3,100 ล้านก้อนต่อปี
| อันดับ | ประเทศ | ดีมานด์ (ล้านก้อน/ปี) | สัดส่วนโดยประมาณ (%) |
| 1 | อินโดนีเซีย | 1,300 | 41.9% |
| 2 | ฟิลิปปินส์ | 530 | 17.1% |
| 3 | เวียดนาม | 460 | 14.8% |
| 4 | ไทย | 320 | 10.3% |
| 5 | เมียนมา | 250 | 8.1% |
| 6 | มาเลเซีย | 160 | 5.2% |
| 7 | กัมพูชา | 80 | 2.6% |
| 8 | ลาว | 40 | 1.3% |
| 9 | สิงคโปร์ | 30 | 1.0% |
| รวม | อาเซียน | > 3,100 | 100% |
มร.ชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ความต้องการถ่านไฟฉายในตลาดโลกยังขยายตัวตามการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ การใช้งานรีโมทคอนโทรลในครัวเรือน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมโรงแรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีดีมานด์รวมมากกว่า 3 พันล้านก้อนต่อปี
ครองอันดับ 1 ในไทย พร้อมตั้งเป้าโตถึงปี 2030
ในประเทศไทย บริษัทครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 จากเครือข่ายจัดจำหน่ายครอบคลุมมากกว่า 50,000 ร้านค้า ทั้ง Traditional Trade และ Modern Trade
มร.อัทสึชิ อันไซ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ตลอด 65 ปีที่ผ่านมา บริษัทลงทุนระยะยาวต่อเนื่องในไทย ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับมาตรฐานโรงงาน จนทำให้บทบาทประเทศไทยก้าวจากฐานการผลิต สู่ฐานการผลิตเชิงยุทธศาสตร์และศูนย์กลางการขายในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า บริษัทจะใช้โมเดลความสำเร็จในไทยเป็นต้นแบบขยายไปยังประเทศอื่นในอาเซียน
ในระดับองค์กร Panasonic Energy Co., Ltd. มีรายได้ปีงบประมาณล่าสุด 873.2 พันล้านเยน (ประมาณ 178 พันล้านบาท) และมีกำไรจากการดำเนินงาน 122.7 พันล้านเยน โดยตั้งเป้ายอดขายทั่วโลกเติบโตเฉลี่ย 3% ต่อเนื่องถึงปี 2030 และตั้งเป้ายอดขายในไทยและอาเซียนเติบโต 5% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกัน
มร.ฮิเดะฟูมิ ฟูจิอิ กรรมการผู้บริหารระดับสูง จากญี่ปุ่น กล่าวบนเวทีว่า การตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกนอกญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1961 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายธุรกิจระดับโลก และไทยจะยังคงเป็นฐานยุทธศาสตร์หลักของบริษัทในอนาคต
ปัจจุบันโรงงานในไทยมียอดผลิตสะสมมากกว่า 20,000 ล้านก้อน ส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก และได้รับการรับรองเป็น Carbon-Neutral Factory ตั้งแต่ปี 2023
จากตัวเลขดีมานด์ระดับพันล้านก้อนในภูมิภาคนี้ ประกอบกับสถานะผู้นำตลาดในไทย และการตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องถึงปี 2030 ทำให้ภาพของอุตสาหกรรมถ่านไฟฉายในภูมิภาคนี้ชัดขึ้นว่ายังเป็นตลาดที่มีฐานผู้ใช้งานจริงขนาดใหญ่ ความท้าทายจึงไม่ใช่การรักษาตลาดที่กำลังหายไป แต่คือการบริหารต้นทุน ซัพพลายเชน และแบรนด์ให้แข่งขันได้ในระยะยาว
และในสมการนี้ ประเทศไทยยังถูกวางให้เป็นจุดศูนย์กลางของการขยายตัวในภูมิภาคในรอบการเติบโตถัดไป


