ในยุคที่พรมแดนทางวัฒนธรรมได้ทลายลงด้วยพลังของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก ได้เกิดเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมบันเทิงเอเชีย นั่นคือการจับมือกันระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น
ความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้มีแค่การซื้อลิขสิทธิ์ไปรีเมคเหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังเป็นการหลอมรวมทรัพยากร ทั้งนักแสดง ผู้กำกับ และเงินทุน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถมัดใจผู้ชมได้ทั่วโลก
พร้อมกันนี้ยังเป็นการก้าวข้ามความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ในอดีต สู่การเป็นพันธมิตรทางกลยุทธ์ จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการคอนเทนต์ของทั้งสองประเทศในปัจจุบันอีกด้วย

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือซีรีส์โรแมนติกเรื่อง Can This Love Be Translated? ของ Netflix ที่ได้ซูเปอร์สตาร์ชาวญี่ปุ่นอย่าง โซตะ ฟุคุชิ มารับบทนำร่วมกับนางเอกแถวหน้าของเกาหลีอย่าง โกยุนจอง
โดยที่บทบาทของฟุคุชิถูกวางไว้ให้เป็นคนดังชาวญี่ปุ่นที่ต้องทำงานร่วมกับซูเปอร์สตาร์ชาวเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนภาพความเป็นจริงของวงการบันเทิงในปัจจุบันที่ศิลปินทั้งสองชาติมักมีโอกาสได้ร่วมงานกันในอีเวนต์ระดับโลกอยู่บ่อยครั้ง
นอกจากนี้การถ่ายทำที่มีขึ้นทั้งในเกาหลีและญี่ปุ่นยิ่งช่วยเพิ่มความสมจริงและดึงดูดฐานแฟนคลับจากทั้งสองประเทศได้อย่างมหาศาล โดยเมื่อสตรีมมิ่งซีรีส์เรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จพอสมควร
หากพิจารณาให้ลึกขึ้น ความร่วมมือเหล่านี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ ตั้งแต่ระดับการแลกเปลี่ยนนักแสดง เช่นในกรณีของซีรีส์ Taxi Driver ซีซั่น 3 ของเกาหลีใต้ที่ได้ โช คาซามัตสึ จากญี่ปุ่นมารับบทตัวร้ายเพื่อเพิ่มความสดใหม่
หรือซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่อง Gimbap and Onigiri ที่นำอดีตไอดอลเกาหลีใต้ คังฮเยอน มาเป็นนางเอกคู่กับ เอย์จิ อากาโซะ ของญี่ปุ่นเพื่อดึงดูดผู้ชมชาวญี่ปุ่นและทั่วโลกที่ชอบ K-Pop ของเกาหลีใต้

ไปจนถึงระดับที่ลึกกว่านั้นคือการร่วมกันผลิต เช่นซีรีส์ Marry My Husband เวอร์ชันญี่ปุ่นปี 2025 ที่แม้จะใช้นักแสดงญี่ปุ่นและถ่ายทำในญี่ปุ่นทั้งหมด แต่ทีมงานเบื้องหลังส่วนใหญ่กลับเป็นชาวเกาหลีใต้
โดยมี อันกิลโฮ ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ที่ดังมาจาก The Glory มาเป็นผู้ควบคุมงานสร้างทั้งหมด ซึ่งผลลัพธ์คือความสำเร็จถล่มทลายจนกลายเป็นหนึ่งในคำค้นหายอดฮิตบน Google Japan
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องคือการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งใหญ่ๆ อย่าง Netflix, Disney+ และ Amazon Prime
แพลตฟอร์มเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดการด้านงบประมาณและสตรีม โดยตัวอย่างที่ชัดเจนของจุดแข็งข้อนี้คือ หากโปรเจกต์ถูกระบุว่าเป็น Netflix Korea Original ทางเกาหลีใต้จะเป็นฝ่ายรับผิดชอบต้นทุนทั้งหมด ทำให้กระบวนการจ้างนักแสดงหรือทีมงานต่างชาติทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ยาวนาน ทำให้ผู้ชมของทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจในบริบทของกันและกันเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม การทำงานข้ามวัฒนธรรมย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งในแง่ของภาษา ระบบการทำงานที่แตกต่างกัน และความกดดันในการรักษามาตรฐานการผลิต แต่เหล่านักสร้างสรรค์มองว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า
คิมอินสิก โปรดิวเซอร์จาก Studio Modak ระบุว่าความยากลำบากในการประสานงานนั้นเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความพึงพอใจที่ได้นำเสนอคอนเทนต์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้ชม
ด้าน เจย์ ซอน โปรดิวเซอร์จาก Studio Dragon เสริมว่าปัจจุบันการร่วมมือได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ ขั้นพัฒนาบทเพื่อดึงจุดแข็งของแต่ละประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นั่นคือการนำความละเอียดอ่อนทางอารมณ์และการมีคลังทรัพย์สินทางปัญหามหาศาล (IP) ของญี่ปุ่น มาผสมผสานกับความรวดเร็ว เป็นระบบ และจุดแข็งในการสร้างคอนเทนต์ดราม่าชวนติดตามแบบเกาหลีใต้
ปรากฏการณ์ความร่วมมือระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่นในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือการปรับตัวครั้งสำคัญเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในตลาดโลก
การรวมพลังของสองยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจและขยายฐานผู้ชมให้กว้างขวางขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการผลิตคอนเทนต์ที่ไร้พรมแดน
ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือผู้ชมที่จะได้เสพผลงานที่มีคุณภาพสูง มีความหลากหลาย และเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ / koreatimes
