เมื่อสัปดาห์ก่อน Marketeer ถามคุณนาม สุรนาม พานิชการ เจ้าของผู้ก่อตั้งแบรนด์ โทฟุซัง และนมวัวไฮโปรตีน Sunshine Dairy ว่าอะไรคือความท้าทายที่สุดในการทำงานของคุณในวันนี้

เขาบอกว่าเรื่องต้นทุน โดยเฉพาะ “เม็ดพลาสติก” ที่ผันผวนตามราคาน้ำมัน ทำให้ต้นทุนแพ็กเกจจิ้งสูงขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง ตลาดจึงยิ่ง “ตึงตัว” มากขึ้น

วันนี้(2/4/ุ69) เขาได้เขียนถึงปัญหาเรื่องนี้ในหน้าเฟซบุ๊กของเขาว่า

ช่วงนี้ผมอยากเล่าอะไรบางอย่างให้ฟังครับ

ผมคิดว่าหลายคนอาจจะยังไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบของสงครามแบบเต็ม ๆ นอกจากเรื่องราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งก็ทำให้หลายคนเริ่มกังวล แต่ในภาพรวม หลายคนอาจจะยังรู้สึกว่า สถานการณ์คงยังพอประคองได้

แต่ความจริงคือ ผลกระทบที่หนักกว่านั้นอาจกำลังจะตามมาอีกระลอกครับ

อีกไม่นาน

เราจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ Safety Stock ของวัตถุดิบในหลายอุตสาหกรรมเริ่มหมดลง และเมื่อถึงจุดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจะเริ่มชัดขึ้นมาก ทั้งวัตถุดิบหลัก บรรจุภัณฑ์ และต้นทุนที่ซ่อนอยู่ในระบบทั้งหมด

ของเราเองเริ่มเจอแล้วครับ โดยเฉพาะฝั่ง packaging บางรายการเราเปิด PO ล่วงหน้าไว้ตั้งแต่ 3–4 เดือนก่อนสงครามจะเกิดขึ้น พูดง่าย ๆ คือวางแผนและยืนยันความต้องการกันไปเรียบร้อยแล้ว

แต่สุดท้ายซัพพลายเออร์บางเจ้ากลับโทรมาบอกว่า ตอนนี้ไม่มีเม็ดพลาสติกพอจะผลิตให้

ทั้งที่ตามปกติแล้ว เขาควรจะต้องจัดซื้อวัตถุดิบเตรียมไว้ล่วงหน้าตาม PO ที่รับไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้ยินก็คือ ก่อนสงคราม หลายคนคาดว่าราคาเม็ดพลาสติกน่าจะลงอีกเลยไม่ได้ตุนของไว้

พอเหตุการณ์เปลี่ยนของก็ขาดทันที แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อก็คือ

ลูกค้ากลายเป็นฝ่ายที่ต้องรับภาระ บางเจ้าบอกตรง ๆ ว่า ถ้าไม่ยกเลิก PO เดิม แล้วเปิดออเดอร์ใหม่ในราคาที่สูงขึ้นถึง 40%

ก็จะไม่มีของส่งพูดตรง ๆ ครับ คือมันแทบไม่ใช่การเจรจาแล้วแต่มันคือการถูกบีบในเวลาที่เปลี่ยนอะไรแทบไม่ทัน

เพราะในโลกจริงเราไม่ได้เปลี่ยนผู้ผลิตกันได้ภายในไม่กี่วัน แม่พิมพ์ ฉลาก และระบบการผลิตหลายอย่างอยู่ที่ผู้ผลิตเดิมหมดแล้ว

ถ้าจะย้ายจริง ๆ ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

 Marketeer สรุปว่าที่g-kออกมาเล่าเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อให้ใครตกใจ แต่อยากให้เห็นภาพจริง

สิ่งที่ธุรกิจจำนวนมากกำลังเผชิญในช่วงนี้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่อง “ต้นทุนเพิ่มขึ้น” แต่คือการพยายามประคองทั้งระบบไม่ให้แรงกระแทกถูกส่งต่อเร็วเกินไป

เขายังย้ำว่า สำหรับ Tofusan และ Sunshine Dairy แม้ต้นทุนหลายด้านจะพุ่งขึ้นในระดับที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่ทีมเลือกจะ “ยังไม่ปรับราคา” และพยายามจัดการภายในให้มากที่สุด เพื่อยืนราคาเดิมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

เพราะในสถานการณ์แบบนี้ หากทุกฝ่ายรีบผลักภาระต่อกันทันที อาจเกิด panic effect ที่ลามทั้งระบบ แต่ถ้าทุกคนช่วยกันประคองคนละนิด อย่างน้อยก็อาจช่วยลดความรุนแรงของวิกฤตได้

แม้จะเป็นทางเลือกที่ไม่ง่าย แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ใครจะรอดก่อน หากคือการช่วยกันรักษาระบบไม่ให้เสียหายไปมากกว่านี้—

เขายังเคยกล่าวกับ Marketeer ว่าสินค้า FMCG คงโดนหมด แต่ว่าเลเวลของการโดนเนี่ยไม่เท่ากัน อย่างแบรนด์ใหญ่ ๆ เริ่มส่งหนังสือไปหาคู่ค้าแล้วว่าเดี๋ยวภายในเดือนไหนเขาจะปรับราคา