มื่อ “พี่กระทิง” เรืองโรจน์ พูนผล คน Gen X ที่คร่ำหวอดในโลกธุรกิจ การลงทุน และ Tech Startup มานาน ได้ขึ้นเวที WTF Festival ในบทบาท “ผู้สัมภาษณ์” “น้องไอติม” เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์ ผู้บริหาร Gen Z ผู้ก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอาง La Glace

เรื่องราวที่น่าสนใจคือ การที่นักธุรกิจรุ่นใหญ่กำลังพยายามทำความเข้าใจวิธีคิดของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่สร้างแบรนด์จากพลังของความคิดสร้างสรรค์ ความกล้า และวิธีมองธุรกิจแบบคนยุคใหม่

กระทิงเริ่มเกริ่นนำว่า ก่อนหน้านี้ “น้องไอติม” เคยเข้ามาเรียนในหลักสูตร Hot House of Talent และหลังจากได้มีโอกาสพูดคุยกัน เขาถึงกับเอ่ยปากขอไป “ฝึกงาน” กับน้องทันที

การได้คุยกับคนรุ่นใหม่แบบน้องไอติม เหมือนมีคนมาเปิดโลก และทำให้เห็นวิธีคิดใหม่ ๆ ที่คนรุ่นก่อนอาจไม่เคยทันสังเกต

เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Reverse Mentoring หรือวันที่คนรุ่นใหม่กลายเป็นคนสอนผู้ใหญ่

ก่อนเชิญขึ้นเวที กระทิงยังพูดติดตลก   “ถ้าไอติมเป็นเจ้านายผม ผมก็คงได้เรียนรู้อะไรจากน้องอีกเยอะ”

จากนั้นบทสนทนาค่อย ๆ ลึกขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อ CEO Burnout  จนอยากไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ

โดยเฉพาะช่วงที่ “ไอติม” เล่าถึงวันที่ตัวเอง Burnout จนต้องขอหยุดงานไปเป็น “พนักงานเสิร์ฟ” เธอบอกว่า หลายปีของการสร้าง La Glace มันมีช่วงที่รู้สึกเบลอ ๆ “ตัน” มาก ๆ

“หนูรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว คิดอะไรไม่ออก แล้วการเป็น CEO ถ้าจิตใจเรานิ่งไม่พอ บริษัทมันจะพัง”

สุดท้ายเธอจึงเดินไปบอกทีมตรง ๆ ว่า

“ช่วงนี้พี่ตันมาก พี่คิดอะไรไม่ออกแล้ว พี่ไม่สามารถ create something new ได้แล้ว พี่ขอไปเสิร์ฟอาหารก่อน”

“ทำไมต้องเป็นพนักงานเสิร์ฟ?”

ไอติมตอบแบบไม่ลังเลว่า

“มันเป็นความฝันตั้งแต่เด็กค่ะ หนูชอบการบริการ ชอบคุยกับคน สวัสดีค่ะ คุณลูกค้า รับอะไรดีคะ สนุกดี  ชอบทำให้คนมีความสุข”

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะเป็น CEO ของแบรนด์เครื่องสำอางที่กำลังเติบโตเร็ว แต่เธอกลับกล้ายอมรับตรง ๆ ว่า ตัวเอง “ตัน” มาตลอด และหลายครั้งที่เครียดเพราะไม่มั่นใจว่าสิ่งที่คิดออกมาดีพอ

แต่วิธีรับมือของเธอกลับเรียบง่ายมาก

“เครียดมากก็นอนค่ะ นอนจนเบื่อ แล้วเดี๋ยวมันก็มีแรงกลับมาทำงานเอง อย่างล่าสุดลาไปเสิร์ฟ 2 เดือน แต่ทีมงานขอต่อรอง บอกว่านานไป เหลือเพียง 2 สัปดาห์พอ”

กระทิงถามต่อว่า ในธุรกิจที่แข่งขันรุนแรงอย่าง Beauty ซึ่ง “หยุดไม่ได้” และต้องสร้างสิ่งใหม่ตลอดเวลา ไอติมรักษาพลังสร้างสรรค์ไว้ยังไง

“ใส่ Input เข้าไปในหัวเยอะ ๆ หนูเป็นคนชอบเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด ไม่ชอบ หรือไม่เคยสนใจ เพราะเชื่อว่าโลกนี้อาจไม่มีอะไรใหม่จริง ๆ แล้ว แต่สิ่งใหม่มักเกิดจากการเอาความรู้หลายอย่างมาผสมกัน จาก 1 + 2 + 3 + 4 สุดท้ายมันอาจกลายเป็น 9 ในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดก็ได้”

เธอบอกว่า Creative คือการเชื่อมโยงสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวกันเข้าด้วยกัน ยิ่งเรียนรู้หลายศาสตร์ ยิ่งมีวัตถุดิบให้สมองเอามาผสมกันได้มากขึ้น

Black Blush ตัวจุดระเบิดที่แค่คิดเล่น ๆ

แล้วเบื้องหลังวิธีคิดของไอติม เวลาสร้างโปรดักต์ขึ้นมาสักตัว โดยเฉพาะโปรดักต์ที่ภูมิใจที่สุด เริ่มต้นจากอะไร และคิดออกมาได้อย่างไร

ถ้าพูดถึงโปรดักต์ที่เป็นจุดเปลี่ยนของ La Glace จริง ๆ ก็คงหนีไม่พ้น “Black Blush” บลัชดำที่กลายเป็นสินค้าสร้างชื่อของแบรนด์ เป็นตัวจุดระเบิดที่ทำให้ La Glace มาไกลจนถึงวันนี้

เธอบอกว่าจริง ๆ แล้วมันเริ่มจากการ “คิดเล่น ๆ”

“หนูเป็นเด็กที่ชอบคิดบ้า ๆ เพ้อฝัน ว่าถ้าแบบนี้จะเป็นยังไงนะ ก่อนจะเดินไปบอกโรงงานว่า พี่คะ หนูอยากทำแบบนี้ 1 2 3 4 คืออยากทำในสิ่งที่อยากทำ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่มันดันได้”

สิ่งหนึ่งที่ทำให้กระทิงประหลาดใจมาก คือแม้หน้าบ้านของ La Glace จะดู Creative มาก ๆ แต่ “หลังบ้าน” กลับ Data Driven แบบสุดขั้ว เขาบอกว่า ระบบหลังบ้านของ La Glace “แน่นกว่า Startup บางบริษัท”

ไอติมอธิบายว่า หลังจากได้ CMO (คิว-ธีระฑัต หนูดํา) คนใหม่เข้ามาช่วย ทุกอย่างเริ่มมีระบบมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ Data มาวิเคราะห์การตลาด

ยกตัวอย่างการทำ “Live 100 ล้านบาท” ที่คนภายนอกอาจคิดว่าเป็นไวรัลหรือความฟลุ๊ก แต่จริง ๆ แล้วทีมใช้เวลาเตรียมตัวกว่า 3 เดือน เริ่มจากการไต่ยอดจาก 13 ล้าน ไป 30 ล้าน ก่อนจะไปถึง 100 ล้าน

“ทีม Marketing วิเคราะห์ละเอียดมากว่า ต้องใช้ยอดวิวเท่าไหร่ ต้องมีคอนเทนต์แบบไหน ต้องมีช็อตกี่ช็อต และ Funnel ต้องหน้าตาแบบไหน เราใช้เวลาแพลนไม่ต่ำกว่า3 เดือน”

ไอติมย้ำ จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้เป็นคน “ไม่กลัว” อย่างที่หลายคนคิด

“หนูกลัวอยู่แล้ว เวลาจะทำอะไรใหญ่ ๆ ก็กลัวเหมือนกัน” แต่สิ่งที่ทำให้ยังเดินต่อ คือการตั้งเป้าให้ใหญ่เข้าไว้ ถ้าเล็งไปที่ดวงจันทร์ ต่อให้ไปไม่ถึง อย่างน้อยเราก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว”

เพราะแบบนั้น เวลาเธอลงมือทำอะไรจึง “ใส่สุด” ทุกครั้ง ต่อให้ผลลัพธ์จะออกมายังไง อย่างน้อยก็เชื่อว่าจะได้บทเรียนบางอย่างกลับมาพัฒนาตัวเองในครั้งต่อไป

คนเผ่า La Glace ต้องเป็นแบบไหน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ “Culture” ของ La Glace ที่มีพนักงานทั้งสาย Creative ที่คิดอะไรแปลก ๆ ได้ตลอดเวลา และสาย Data ที่คิดเป็นตัวเลขและวิเคราะห์ทุกอย่างละเอียดมาก

คำถามคือ คนที่ต่างกันขนาดนี้ ทำไมถึงทำงานด้วยกันได้

ไอติมบอกว่าทุกคนต้องพูดภาษาเดียวกัน

สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่อายุหรือตำแหน่ง แต่คือการยอมรับว่า “เรายังเรียนรู้ได้ทุกวัน ผิดได้ ถูกได้ โง่ได้ แต่ต้องพร้อม Relearn แล้วเดินไปด้วยกัน”

“แม้แต่พี่คิว ซึ่งเป็นคนรุ่น Gen X ที่มีประสบการณ์สูงมาก แต่เขา ‘เปิดใจเรียนรู้’ อยู่ตลอด และไม่เคยวางตัวว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องถูกกราบไหว้ พี่คิว Respect หนู Respect ทีมทุกคนมาก”

ดังนั้นคนที่จะเข้ามาอยู่ใน “ชนเผ่า La Glace” ต้องมีบางอย่างเหมือนกัน คือเป็นคนมั่นใจ กล้าคิด กล้าชน มีพลัง และมีความเป็นตัวเองสูง

“แต่แค่ “แรง” อย่างเดียวไม่พอ ต้อง “เก่งจริง” ในสิ่งที่ตัวเองทำด้วย ยูจะเฟียส จะมั่นใจแค่ไหนก็ได้ แต่ยูต้องเกรด 4 ในเรื่องนั้น”

อีกสิ่งที่สำคัญมาก คือวัฒนธรรมการ Feedback กันตรง ๆ ทำผิดก็พูด ทำถูกก็พูด คุยกันตลอด เพื่อให้ทุกคนค่อย ๆ เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน

สุดท้าย แม้แต่ละคนจะมีวิธีทำงานไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนมี “เป้าหมายเดียวกัน”

กระทิงสรุปสิ่งที่ได้ฟังออกมาบนเวทีว่า 1. Respect กัน 2.ไม่มีน้ำเต็มแก้ว 3.ต้องพร้อมเรียนรู้ใหม่ตลอด 4.กล้าดื้อ กล้ากบฏ 5.แต่กบฏอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเก่งจริงด้วย”

ในอนาคตอยากเห็น La Glace เปลี่ยนไปในทิศทางไหน

“จริง ๆ ตอนนี้หนูยังไม่รู้ว่าอยากเปลี่ยนอะไรนะ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากได้เพิ่ม คืออยากได้คนเก่ง ๆ หรือแม่ทัพเก่ง ๆ เข้ามาร่วมทีม เพราะหนูมองว่า ลากลาสมีโอกาสเติบโตไปเป็นความภูมิใจของคนไทยได้”

คนคนนี้นิสัยต้องคล้ายกัน คือเป็นคนกล้า คนบ้า กล้าล้มเหลว และไม่อายที่จะล้ม เพราะไอติมเองก็เคยล้มมาเยอะเหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือ ล้มแล้วต้องลุกให้ไว อย่าเสียเวลากับการกลัวว่าแผลจะดูน่าเกลียดแค่ไหน ต้องเดินหน้าต่อให้ได้ อีกอย่างคือ ต้องเป็นคนที่คิดใหญ่ ฝันใหญ่ มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมงาน Respect กัน และพร้อมเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

“ลากลาสต้องเป็นแมลงสาบ”

อีกช่วงที่คนดูทั้งฮอลล์จำได้ คือวันที่ไอติมเปรียบ La Glace ว่า “ลากลาสต้องเป็นแมลงสาบ” ก่อนอธิบายว่า “ไดโนเสาร์ตายหมดแล้ว แต่แมลงสาบยังรอด เพราะมันปรับตัวได้ทุกสถานการณ์”

ในเมื่อวัฒนธรรมของ La Glace เป็นบริษัทที่ “ใส่สุด” กันทั้งทีม ทำงานหนัก วิ่งเร็ว และไอติมเองก็เป็นคนที่ไดรฟ์ทีมเต็มมาก เวลาที่ทุกคนเริ่มเหนื่อยหรือหมดแรงกันทั้งบริษัท ไอติมจัดการยังไง

คำตอบคือต่อให้ใครอยากหยุด อยากลาออก หรืออยากหายไปพักก่อน ก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าวันหนึ่งอยากกลับมา ก็กลับมาได้ เพราะสำหรับเธอ มันไม่ถูกต้องถ้าจะบอกว่า “เราต้องไปสู่ความสำเร็จด้วยกัน” แต่สุดท้ายทุกคนกลับจิตใจพังหมดระหว่างทาง

ไอติมจึงพยามยามให้ความสำคัญกับ “สุขภาพจิตของทีม” มาก เวลาทีมเริ่มล้า เธอจะพยายามหาวิธีพาทุกคนไปรีเซ็ตตัวเอง

แม้บริษัทจะเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และพยายามคว้าโอกาสใหม่ตลอดเวลา แต่ไอติมบอกว่า สิ่งสำคัญคือ “ต้องบาลานซ์แรงผลักให้พอดี”

ช่วงท้ายของเวที กระทิงถามคำถามสำคัญว่า“ทุกคนเป็น Entrepreneur ได้ไหม?”

ไอติมตอบทันที

“ไม่ได้ค่ะ”

เธอขยายความว่า ไม่ใช่ทุกคนจะเป็น Entrepreneur ได้ เพราะมันทั้งน่ากลัว โดดเดี่ยว และกดดันมาก เวลาล้มเหลว มันเจ็บจริง หนักจริง

คนที่จะไปต่อได้ ไม่ใช่คนที่ไม่กลัว แต่คือคนที่ต่อให้กลัวมากแค่ไหน ก็ยังไม่หยุดเดิน

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการไม่ทำร้ายตัวเองซ้ำเวลาผิดพลาด เพราะเวลาคนทำธุรกิจล้มเหลว หรือทำอะไรไม่สำเร็จ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นมักคือการโทษตัวเอง “ทำไมเราห่วย ทำไมเราทำไม่ได้”

แต่สุดท้ายคนที่จะไปต่อได้ ไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม แต่คือคนที่ล้มแล้วเรียนรู้ และไม่จมอยู่กับการเกลียดตัวเองซ้ำ ๆ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของเวทีนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายหรือความสำเร็จของ La Glace แต่คือการได้เห็น “วิธีคิดของคน Gen Z” ที่กำลังจะกลายเป็นคนขับเคลื่อนโลกธุรกิจยุคต่อไป

FYI

ไอติมกล่าวกับ Marketeer หลังลงจากเวที WTF ว่า

ปี 2568 บริษัทน่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท จากปี 2567 ที่ทำรายได้ 420 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 37.7 ล้านบาท

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ในวัย 20 ต้น ๆ เธอเริ่มทำเครื่องสำอางขายด้วยเงินลงทุนก้อนแรกเพียง 70,000 บาท เป็นคนไฟแรง คิดใหญ่ และลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อ “บลัชดำ” หรือ BLACK MAGIC LIP & CHEEK PH BLUSH กลายเป็นกระแสไวรัลและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ส่งผลให้รายได้บริษัทพุ่งจาก 40 ล้านบาทในปี 2565 ไปสู่ระดับมากกว่า 400 ล้านบาท และยอดขายยังเติบโตต่อเนื่องมาถึงปี 2568

ส่วนปี 2569 เธอยอมรับว่ายังไม่กล้าตั้งเป้าชัดเจน เพราะธุรกิจต้องปรับแผนกันแทบรายวัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดบิวตี้ไทย